วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2554

พระอาทิตย์สีน้ำเงิน (อวสาน)

ตอนที่ 8 พระอาทิตย์สีน้ำเงิน (อวสาน)
                “หากเราจะตาย ก็จะขอตายอย่างสมศักดิ์ศรี แห่งขัตติยะนารี เราจะไม่มีวันอ้อนวอนขอชีวิตเจ้า” ยโสกัลยาตรัสตอบอย่างเยือกเย็น จนทำให้ชัยวารีที่ยืนอยู่ไกลนัก อดชื่นชมในความกล้าหาญของพระนางไม่ได้
                น่าแปลกใจเป็นอย่างมากสุพรรณทับทิม ชัยอัคคี ชัยวารี และอุศมันต์ ต่างนิ่งเฉยต่อคำพูดของพระแม่ย่าทวด ในขณะที่พระแม่ย่าทวดกำลังร่ายมนต์ เมื่อที่จะจมนครายโศธรปุระจมลงไปใต้ดิน ทั้งหกคนกลับนิ่งดูอยู่เฉยๆ จนกระทั่งพระอาทิตย์สีน้ำเงินบดบังดวงอาทิตย์จนมืดมิดเต็มดวง ร่างของพระแม่ย่าก็เกิดเปลวไฟลุกท่วมตัว น่าสยดสยอง
                “เจ้าคงไม่รู้ว่าพวกข้า เกิดในวันพระอาทิตย์สีน้ำเงิน” สุพรรณทับทิมพูดด้วยน้ำเสียงแห่งชัยชนะ “ไม่จริง พวกเจ้าไม่ได้เกิดในวันพระอาทิตย์สีน้ำเงิน” นางบอกอย่างเกรี้ยวกราดก่อนที่ร่างกายจะดับสลายไป อัญมณีนิลกาฬและอัญมณีมุกดากลับคืนสู่มือเจ้าของ ด้วยความยินดีของทุกคน
                ท้องพระโรง
                “ลูกรักของข้าทั้งสาม เจ้าอยากได้อะไร ข้าจะให้ตอบแทน” พระเจ้ายโสวรมันตรัสอย่างมีเมตตา
                “ลูกอยากได้นครากฤตยาตาลัย!!” ทั้งสุพรรณทับทิม และ มณีหยาดฟ้าต่างตรัสกันเป็นเสียงเดียวกัน
                “เป็นดังที่เจ้าปรารถนา” สิ้นเสียง ก็เกิดรอยยิ้มปิติยินดีของพี่น้องทั้งสองคน
                “แล้วเจ้าล่ะ ไม่ขออะไรหน่อยหรือ” พระองค์ตรัสถามพระธิดายโสกัลยา “ลูกไม่รู้จะทูลขออะไร เอาไว้ เมื่อลูกคิดออกแล้วลูกจะบอกเพคะ”
                “พวกเจ้าสามคนล่ะ” คราวนี้พระองค์หันไปถามบุรุษทั้งสามคนบ้าง
                “เดชะบารมีกรุงพนมปกเกล้า หม่อมฉันใคร่จะทูลขอพระธิดาสุพรรณทับทิม / มณีหยาดฟ้า พระเจ้าค่ะ” สิ้นเสียงเจ้าชายอุศมันต์และชัยอัคคี ต่างเกิดเสียงฮือฮาทั่วท้องพระโรง สองพี่น้องที่ถูกกล่าวถึงก็แก้มแดงปลั่ง ไม่นึกว่าจะกล้ากันขนาดนี้
                “งานนี้กระหม่อมว่า พระองค์คงจะได้พระชามาดาสมใจแล้วพระเจ้าค่ะ” สิ้นคำทูลของพราหมณ์เฒ่าผู้ทรงเวทย์ ท้องพระโรงก็คึกครื้นอีกครั้ง
                “เอาล่ะ เอาล่ะ เรื่องนี้ข้าไม่มีสิทธิตัดสินใจ ไปถามลูกกันเอาเอง แล้วเจ้าล่ะ ชัยวารี เจ้าต้องการสิ่งใด” พระองค์หันไปตรัสถามกับชัยวารี “กระหม่อมอยากได้โฉมงามแห่งฉัตรแก้วแห่งนครายโสธรปุระพระเจ้าค่ะ” สิ้นเสียงก็เรียกเสียงฮือฮาจากเหล่าข้าราชบริพารกันถ้วนหน้า เป็นที่รู้ๆกันอยู่ว่า พระธิดาสุพรรณทับทิม และ พระธิดามณีหยาดฟ้า ได้ทรงครอบครองเมืองกฤตยาตาลัย ส่วนเมืองยโศธรปุระนี้ ผู้ที่ครอบครองจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก พระธิดายโสกัลยา ขัตติยะนารีแห่งฉัตรแก้ว
                “เขากล้าจัง” พระนางพำพึงเบา แต่ก็ดังพอที่จะทำให้พระขนิษฐาที่ประทับองค์อยู่ข้างๆได้ยิน “พระพี่นางก็มีจิตเสน่หาเขาเหมือนกันนั่นแหละเพคะ”
                “บ้าสิ พี่เพิ่งเห็นเขาครั้งแรก” นางบอก พระปราซับสีเรื่อ
                “อย่านึกว่าน้องไม่รู้ พระพี่นางชอบเขาตั้งแต่เห็นหน้านั่นแหละ บุตรชายแห่งขุนพลกัลป์ยุรูปงามจะตายไป ใครไม่หลงรักเนี่ย ก็ไม่ใช่คนแล้วล่ะ” พูดจบ สิ่งที่ได้กลับมาก็คือฝ่าพระหัตถ์แห่งพระพี่นาง
                ยโศธรปุระกลับมาสงบร่มเย็นอีกครั้ง ราษฏรรักใคร่กลมเกลียว ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน บัดนี้ท้องฟ้าทอประกายรัศมีเจิดจ้า ต้อนรับวันใหม่ วันที่มีแต่เรื่องดีๆเข้ามา...

ความจริงเกี่ยวกับพราวพิลาส

ตอนที่ 7 ความจริงเกี่ยวกับพราวพิลาส
                เมืองยโศธรปุระ
                “เดชชะบารมีกรุงพนมปกเกล้า พระธิดายโสกัลยาขอเข้าเฝ้าพระเจ้าค่ะ” สิ้นเสียงกราบบังคมทูล ทั่วท้องพระโรงต่างเกิดเสียงฮือฮา เหล่าข้าราชบริพารต่างส่งเสียงกันเซ็งเซ่ บางคนก็ทำหน้างุนงง ไม่ต่างจากพรเจ้ายโสวรมัน เมื่อทวารบาลเปิดออก เสียงนั้นค่อยลดลงและเงียบไปที่สุด พระธิดายโสกัลยาก้าวพระบาทเรื่อยๆ ช้าๆ แต่สง่างาม พลางทรุดวรองค์ลงกับพื้นเพื่อถวายบังคมพระบิดา “ยโสกัลยา เจ้ากลับมาได้อย่างไร” พระราชปุจฉาแห่งพระบิดาทำให้พระองค์เงยพักตร์ขึ้นมาด้วยความงงงวย “ลูกก็อยู่ที่นี่ตลอด จะให้ลูกไปไหนเพคะ”
                “อะไรนะ!!
               
                งานอนุรักษ์วัฒนธรรมขอม
                ชัยวารีเดินขึ้นมาข้างบนเพื่อมาหาน้องชาย และในที่นี้เองเขาไปพบกับสุพรรณทับทิมและเจ้าชายอุษมันต์เพื่อที่เขาเพิ่งได้เจอตัวจริงวันนี้ หลังจากที่ทักทายกันเสร็จแล้ว ชัยวารีก็เอ่ยถามข้อสงสัย “คุณพราวพิลาสเธอแปลกนะครับ มีกลิ่นสาปสางด้วย” คำพูดของชัยวารีทำให้ทุกคนหันมามองเขาเป็นตาเดียวกัน “นายพูดอะไร” ชัยอัคคีถามพี่ชายด้วยความไม่แน่ใจ “นายเคยบอกฉันว่าคุณพราวพิลาสเธอเป็นธิดาของพระเจ้ายโสวรมัน นายเคยบอกฉันว่าเธอสวย สง่างาม กริยามารยาทพร้อมด้วยคุณสมบัติแห่งขัตติยนารี แต่นี่เท่าที่ฉันเข้าไปคุย เธอไม่มีคุณสมบัติอย่างที่นายบอกซักนิด”
                “คุณพูดถูกค่ะ คนที่อยู่ในนี้ไม่ใช่พระพี่นาง !!” หยาดฟ้าบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น  ในขณะเดียวกันชัยอัคคีขมวดคิ้วอยู่ซักครู่ “งั้นแสดงว่า...คนที่อยู่ข้างล่างคือ...แม่ย่าทวดกำปงพิรา” ทั้งสี่คนที่เหลือต่างพยักหน้ารับทันที “แล้วอัญมณี ยังอยู่กับพวกเจ้าใช่ไหม” คราวนี้ทุกคนพยักหน้ารับ ยกเว้นชัยวารี “นายอย่าบอกว่า...” ชัยวารีพยักหน้า หาย!! อัญมณีประจำตัวของชัยวารีหายไป!! “ตอนนั้นแน่เลย เจ็บใจจริง ไอ้แม่เฒ่าเจ้าเล่ห์”
                “นี่มันอะไร ไหนบอกพ่อซิ” พระเจ้ายโสวรมันตรัสถามลูกรักด้วยพระหทัยลังเล “แล้วจะให้ลูกทูลอะไรเพคะ ในเมื่อลูกยังไม่เข้าใจที่เสด็จพ่อทรงถาม”
                “ลูก...ไม่ได้ไปกับกำปงพิราใช่หรือไม่”
                “เพคะ ลูกอยู่ที่ปักษีตลอด ตั้งแต่วันที่กำปงพิราขโมยอัญมณีมุกดาของลูกไป น้องหญิงมณีหยาดฟ้าจึงบอกให้ลูกอยู่แต่ในปราสาทปักษี ห้ามออกไปไหน”
                “กระหม่อมขอรับรองความจริงพระเจ้าค่ะ” เสียงของมหาพราหมณ์กราบทูล “กำปงพิราได้เอาอัญมณีประจำองค์เจ้าหญิง แล้วปลุกเสกวิญญาณร้ายเข้าสิงสู่และก่อร่างเป็นร่างเดิมของผู้ถือครอง พระเจ้าค่ะ

                หลังจากที่การแสดงโชว์งานอนุรักษ์วัฒนธรรมขอมได้เสร็จสิ้นลง บรรดาแขกทั้งหลายในงานต่างพากันกลับไปหมด ไม่เว้นแม้แต่เจ้าของงานซึ่งเร้นกายหายไปตั้งแต่งานแสดงจบ จะเหลืออยู่ก็แค่ ชัยอัคคี ชัยวารี มณีหยาดฟ้า อุษมันต์ และสุพรรณทับทิม “บ้าจริง หายไปจนได้” 
                “ตามไปที่บ้านเลยดีไหม” ชัยอัคคีออกความเห็น ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย หลังจากนั้นสุพรรณทับทิมก็ร่ายมนต์ตรา พาทุกคนไปยังปราสาทตรีศูร ที่อยู่ของพระแม่ย่าทวดกำปงพิรา...
                ทั้งห้าคนไปได้เข้ามาภายในปราสาทโดยง่าย ทั้งต้องฝ่าด่านนรสิงห์ ที่มีชีวิตด้วยอำนาจเวทย์มนต์ ที่พระแม่ย่าทวดกำปงพิราปลุกเสกมันขึ้นมา เมื่อจัดการกับด่านนรสิงห์แล้ว  ยังต้องมาเจอกับด่านอสรพิษ ชัยอัคคีที่ถือครองทับทิม ได้ร่ายมนต์ทำให้เกิดไฟเผาเหล่าอสรพิษเหล่านั้นจนวอดวาย  ทั้งห้าคนวิ่งขึ้นไปจนถึงยอดปราสาทก็ไม่เจอใคร เจอแต่ฝุ่นกับหยากไย่ ที่เหมือนไม่มีใครอาศัยอยู่มานานนับแรมปี เมื่อหาข้างบนไม่เจอทั้งหมดก็ลงมายังห้องใต้ดินโดยมีอัญมณีโกเมนนำทาง และแล้วสิ่งที่ทั้งหมดได้พบคือเลือดที่บรรจุอยู่ในหม้อขนาดใหญ่ ด้านหลังของหม้มีพานสีทองสุกปลั่ง ภายในพานมีอัญมณีมุกดา และ นิกาฬ วางอยู่
                “ฮะ ฮะ ฮ่า ความจริงข้าจะใช้อัญมณีแค่ 2 อันเท่านั้น แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อพวกเจ้ามาหาข้าถึงนี่ ข้าก็จะได้อำนาจมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม ฮ่ะ ฮะ ฮ่า”
                “สันดานสัมภเวสี ฉันต้องเอานิลกาฬมาให้ได้” ชัยวารีตะเบ็งลั่น ขบกรามแน่นด้วยความโกรธ  แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว กำปงพิรา ได้กลืนอัญมณีทั้ง 2 อัน ลงไปในท้องแล้วดื่มเลือดสดๆตาม  สุพรรณทับทิมเห็นท่าไม่ดีจึงรีบท่องคาถา “เวญาอิโตเรตัญญู อินะตะโร  เญณะมา เวตะ อนินทุกจา อิญญามะทัย” เสียงมนต์ดังพึมพำไปทั่วปราสาทใต้ดิน ทันใดนั้นเองก็เกิดเสียงสว่างวูบเรืองรอง ทั้งหมดที่อยู่ในนี้ต่างหายไปภายในพริบตา

                “เดชะบารมีกรุงพนมปกเกล้า บัดนี้เกิดจลาจลขึ้นพระเจ้าค่ะ ประชาชนต่างตื่นกลัว เหตุเพราะเกิดพระอาทิตย์สีน้ำเงินพระเจ้าค่ะ !!
                “ตายจริง ทหารล้อมเศวตฉัตร” สิ้นเสียงพระธิดาเหล่าทหารทั้งหลายต่างพากันกรูมาอยู่ที่รอบฉัตรแก้ว
                “เจ้าจะไปไหน” พระเจ้ายโสวรมันตรัสถามลูกรักด้วยความห่วงใย “ลูกจะไปข้างนอก เสด็จพ่อประทับอยู่ในนี้นะเพคะ ถ้าพระองค์ออกไปพระแม่ย่าคงไม่ปล่อยพระองค์ไว้” เมื่อพระนางตรัสเสร็จก็ก้าวพระบาทไป เมื่อถึงที่หมาย นางเห็นพระพี่นาง พระน้องนาง เจ้าชายอุศมันต์ และผู้ชายอีกสองคนที่นางไม่รู้จัก
                “พระพี่นาง ระวังพระองค์” มณีหยาดฟ้าเมื่อเห็นพระพี่นางเดินออกมา ก็รีบถลาองค์ไว้เป็นเกราะกำบัง
                “หึ เมื่อไร้อัญมณีมุกดา เจ้าก็ไร้ซึ่งอำนาจ ออกมาก็จะตายเสียเปล่า!!

สะกดรอย

ตอนที่ 6 สะกดรอย
                สำนักงานตำรวจกำลังวุ่นวาย เพราะต้องเตรียมของที่จะใช้ในการสืบหาคนร้ายที่ลักพาตัวผู้คนในคืนจันทร์ดับ มีทั้งหน้ากากกันแก๊สพิษ ท่อออกซิเจน และกล้องถ่ายรูปความเร็วสูง
                “พร้อมนะครับ” ชัยวารีถามย้ำ เพื่อความแน่ใจ ในคืนจะต้องได้ข้อมูลมากกว่านี้ไม่ใช่คว้าน้ำประปากลับมาอย่างเมื่อคราวที่แล้ว
                “พร้อมหมดครับ ออกเดินทางเลยนะครับ” จ่าสิงห์หนึ่งในนายตำรวจผู้รับผิดชอบคดีนี้
                “ครับ” ชัยวารีพยักหน้าเล็กน้อย “เอ้อ แล้วอย่าลืมกำชับหน่วยปฏิบัติงานกลางอากาศด้วย ให้เขาดูว่ารอบๆมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า ถ้ามีก็รายงานผมทันทีเลยนะ” ชัยวารีบอกอีกครั้ง ก่อนจะออกรถไปยังจุดหมาย
                23.28 น.
                “ผู้กองครับ เจอแล้วครับผู้หญิงผมยาว อาการเหม่อลอย กำลังนั่งอยู่บนรถครับ” จ่าสิงห์โทรมารายงาน เมื่อหน่วยปฏิบัติงานกลางอากาศ เจอผู้ต้องสงสัย
                “รถยนต์ยี่ห้ออะไร” ชัยวารีถามกลับทันที
                ยี่ห้อจากัวร์ เดมเลอร์ มาเจสติ ครับ กำลังขับตรงไปที่ทางแยกท่าดินแดงครับ” เมื่อรู้ยี่ห้อรถยนต์กับทิศทางแล้ว ชัยวารีก็รีบกลับรถทันที สามนาทีผ่านไป เขาเห็นเป้าหมายอยู่ไม่ไกลเกิน200เมตร จึงพยายามชะลอความเร็วเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว
                ซอยเปลี่ยวแห่งหนึ่งมีเด็กสาววัยรุ่นอายุประมาณ 20 ปี กำลังเดินอยู่ด้วยท่าทางเมามาย เด็กสาวเห็นชายหนุ่มหล่ออีกคนหนึ่งซึ่งยืนพิงรถยี่ห้อจากัวร์ฯอยู่
                “พี่รูปหล่อ ซะคืนไหมคะ” เด็กสาวบอกพร้อมกับเอามือลูบไปมาตามรอยแยกสาบเสื้อ “ถ้าอยากได้ ก็ขึ้นรถสิ” ชายนิรนามบอก เด็กสาวขึ้นรถแต่โดยดี
                ทันทีที่เธอขึ้นมาในรถเธอก็รู้สึกว่าเห็นหญิงสาวสวยอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ เธอทำท่าจะโวยวายแต่ก็ต้องมีอันเลือนรางไป สติเธอดับวูบ
                ชัยวารีพยายามขับรถตามเป้าหมายโดยไม่ให้เป้าหมายรู้ตัวมากนัก เมื่อเป้าหมายเข้ารถเข้าไปในซอยหนึ่งซึ่งเป็นเขตพระราชวังแห่งเชื้อพระวงศ์เขมรที่ทางราชการเขมรขอให้ทางราชการไทยช่วยคุ้มครอง ชัยวารีจึงต้องหยุดรถและแสดงบัตรเจ้าหน้าที่ตำรวจแก่คนเฝ้าประตูซึ่งดูเหมือนหุ่นยนต์มากกว่าสิ่งมีชีวิต  เมื่อชัยวารีสงสัยเสียเต็มประดาว่าผู้ต้องหาคือเชื้อพระวงศ์ เขาก้าวเข้ามาในเขตพระราชวังก็เกือบต้องสิ้นชีพ เพราะภายในเขตพระราชวังเต็มไปด้วยกับดักมากมาย เมื่อไม่เห็นหนทาง จึงครุ่นคิดว่า ในเมื่อมีกับดักมากมายขนาดนี้ แล้วรถยนต์คันเมื่อสักครู่เข้ามาได้อย่างไร!
                “บ้าจริง!! สมัยนี้มันสมัยไหนวะ วางกับดักซะ” ชัยวารีสบถออกมาก่อนจะขับรถออกไปอย่างหัวเสีย เขางงมาก ภายในเขตพระราชวังแทนที่จะเต็มไปด้วยเหล่าทหารรักษาพระองค์ แต่นี่กลับไม่มี มีแต่กับดักบ้าๆนั่นแทน
                ภายในปราสาทตรีศูร บรรยากาศมืดสลัวกลิ่นอับชื้น รอบมีเพียงแค่คบไฟเท่านั้น
                “มาแล้วเพคะ พระแม่ย่า” น้ำเสียงที่ช้า ช้า และเนิบนาบ เป็นผลบอกว่าเธอโดนสะกดจิต หญิงชราหันมามองเธอด้วยแววตาพระแม่กาลี “จับมันขึงไว้ แล้วกรีดเลือดถวายแด่นาคเทวี!!” นางสั่ง...เสียงดังก้องไปทั่วปราสาทตรีศูรในยามวิกาล
                เช้าวันต่อมา
                “นาคา..นาคา ตื่นสิวะ ไอ้นาคา!!!!
                “บ้าสิ!! เป็นอะไรวะ! ตะโกนทำไม!?” ชัยวารีบ่นอย่างหัวเสีย ที่เขาต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงของไอ้น้องชาย “แกสิเป็นอะไร เรียกเป็นสิบรอบไม่ลุก ปกตินายเป็นคนตื่นง่ายนี่” ชัยอัคคีซึ่งตอนนี้อยู่ในชุดกษัตริย์ขอม ทรงเครื่องประดับแพรวพราย และสังวาลพาดเฉียง นุ่งโจงกระเบนลายสีทองพับชายหยักรั้งมาด้านหน้า ตรงเอวคาดเข็มขัดสีทอง ตรงหัวเข็มขัดประดับด้วยทับทิมสีแดงแรงกล้าราวกับประกาศศักดา
                “เปล่าหรอก...แล้วนายจะไปไหนเนี่ย” ชัยวารีถาม ในขณะที่อยู่ในอาการมึนๆ เพราะเรื่องเมื่อคืน “งานอนุรักษ์วัฒนธรรมขอม นายเองก็ไปด้วยนี่” ชัยวารีนั่งคิดอย่างคนที่สติไม่อยู่กับตัว “วันที่ 15 ไม่ใช่หรอ แล้วจะไปอะไรวันนี้” ชัยอัคคีมองหน้าพี่ชายอย่างงงๆ  แล้วพลางมองดูวันที่ในโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะยืนมาตรงหน้าของพี่ชาย ชัยวารีเมื่อได้ดูวันที่ในโทรศัพท์น้องชายก็สบถทันที “เวรแล้วไง เออ รอก่อนนะ เดี๋ยวฉันลงมา” เขาวิ่งขึ้นไปข้างบนเพื่อที่จะอาบน้ำและแต่งตัวทันที นี่เขาทำงานข้ามวันข้ามคืนเลยหรอเนี่ย  
                “งานอนุรักษ์วัฒนธรรมขอมนี้นะครับ คุณพราวพิลาสซึ่งเธอเป็นเชื้อพระวงศ์ของขอมครับ เธอได้ลงทุนจัดมันขึ้น เพื่อให้คนไทยทุกคนได้รู้จักถึงศิลปวัฒนธรรมขอมครับ งานในวันนี้นะครับจะมีการแสดงชุดใหญ่ เป็นละครเวทีด้วยนะครับ แต่ที่น่าแปลกก็คือ จะไม่มีการซ้อมกันเลยครับ บทพูดก็คิดกันสดๆเลยครับ แต่ตอนนี้เชิญทุกท่านตามสบายแล้วกันนะครับ อาหารอยู่ทางด้านซ้ายของผมครับ เชิญครับ” เมื่อสิ้นเสียงพิธีกร แขกเหรื่อในงาน ต่างพากันพูดคุย บางคนก็เดินไปตักอาหาร
                “ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นชั้นด้วยวะ”  เสียงเข้มๆตามฉบับชัยวารีเอ่ยถามน้องชายอย่างไม่เข้าใจ “เอาน่า สนุกดีนะ คิดบทพูดกันสดๆเลย ไม่มีการซ้อม อีกอย่าง ได้อยู่ใกล้คุณหยาดฟ้าด้วย”  ชัยวารีส่ายหน้ากับคำพูดของน้องชาย ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นพราวพิลาสผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งของคดีที่เขารับผิดชอบอยู่ เขากะว่าจะเดินตามเธอไปอย่างเงียบๆ แต่แล้วชัยอัคคีก็ดึงแขนเขาเอาไว้ “ไปไหนวะ การแสดงจะเริ่มแล้วนะเว้ย มานี่ก่อน ไปคุยกับเจ้าของงานก่อน” ชัยอัคคีไม่พูดเปล่า เขาลากพี่ชายของเขาเข้าไปในห้องอีกห้องหนึ่งซึ่งเป็นห้องสำหรับนักแสดงที่จะมาแสดงโขว์ในงานนนี้
                ภายในห้องสำหรับนักแสดง
                “คุณพราวครับ นี่ชัยวารีพี่ชายผมครับ” หญิงสาวที่กำลังยุ่งอยู่กับการแต่งหน้าให้เรียบร้อยเงยหน้ามาดูผู้มาเยือน “สวัสดีค่ะ ดิฉันพราวพลาสค่ะ” นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชัยวารีตะลึงงัน ใบหน้าหวาน สวย คมขำ และเป็นผู้ต้องหาในคดีของเขาด้วย “คะ..ครับ”
                “ไม่ทราบว่าคุณรู้เรื่องการแสดงโชว์หรือยังคะ”
                “ครุฑบอกคร่าวๆแล้วครับ” เขาบอกเธออย่างสุภาพ พราวพิลาสยิ้มรับก่อนจะยุ่งอยู่กับการแต่งหน้าทำผมของตนเอง
                “เอ่อ แล้วคุณหยาดฟ้าล่ะครับ เธออยู่ไหน” ชัยอัคคีถาม เมื่อไม่เห็นร่างที่เขาปรารถนา พราวพิลาสเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง “คุณสนใจเธอหรือคะ” ชัยอัคคีเกาหัวแก้เก้อ ก่อนจะยิ้มรับ “เธออยู่ข้างบนค่ะ คงกำลังคุยกับพี่อยู่ค่ะ” เมื่อได้รับคำตอบชัยอัคีก็มุ่งหน้าขึ้นข้างบนทันที
                ก๊อก ก๊อก
                “เชิญค่ะ” เสียงที่ชัยอัคคีคุ้นเคยดังออกมาจากข้างใน เขาเปิดประตูเข้าไปก็พบว่า เธออยู่กับหญิงสาวหน้าตาโฉมสะคราญนางหนึ่ง และผู้ชายที่มีใบหน้าคมสันอีกคนหนึ่ง เขารู้สึกคุ้นๆว่าเคยเจอผู้ชายคนนี้ที่ไหน แต่ก็นึกไม่ออก
                “เอ่อ..คุณชัยอัคคีค่ะพี่...เขา..เขาเป็นเพื่อนน้อง” หยาดฟ้าพูดอย่างตะกุตะกะ ด้วยความที่เป็นพี่น้องกันเล่นกันมาแต่เล็ก ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าน้องของเธอคิดอะไรกับผู้ชายคนนี้  “ทับทิมค่ะ เป็นพี่สาวของหยาดฟ้า” คำแนะนำตัวของเธอเองสะดุดหูของชัยอัคคีเข้า ทับทิม สุพรรณทับทิม เอ...คนเดียวกันเปล่าวะ “เอ่อ..พระอัครราชธิดาสุพรรณทับทิม ใช่ไหมครับ” คำพูดของชัยอัคคีทำให้ทับทิม หันมามองหน้าเขาด้วยสายตาอันคมกล้า “ค่ะ ขอบคุณนะคะที่คุณรู้จักฉัน” ชัยอัคคีก้มหัวแสดงความเคารพก่อนจะเอ่ยถามอีกว่า “แล้วอุศมันต์ล่ะครับ ไม่มาด้วยหรอ” คำถามของชัยอัคคีทำให้สองสาวหันไปมองหน้าผู้ชายอีกคนหนึ่งซึ่งอยู่ในห้องนี้ด้วย “ข้ายืนอยู่ตรงนี้ ตาบอดหรือไง ถึงไม่เห็นข้า” ชัยอัคคีมองไปตามเสียงนั้น ก่อนจะส่งสายตาพิจารณาตั้งแต่หัวจรดปลายเล็บ “อุศมันต์หรือ?” เขาเอ่ยถามอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ “ผีป่ามั้ง” นิ่งๆ กวนๆ จะเป็นใครไม่ได้นอกจากอุศมันต์ ถึงเขาจะไม่เคยเห็นตัวจริงมาก่อน แต่การติดต่อกันผ่านทางบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ คำพูคำจาของอุศมันต์ทำให้เขารู้ว่าอุศมันต์มีนิสัยอย่างไร “ฮะ ฮะ ฮ่า จริงหรอเนี่ย นายหล่อมาก” เจ้าชายอุศมันต์ส่ายหัวน้อยๆ
                “แล้วพี่คุณล่ะ” หยาดฟ้าถามเมื่อไม่เห็นพี่ชายของชัยอัคคี
                “อยู่ข้างล่าง คุยกับคุณพราวพิลาสอยู่” เขาบอก

จากอดีตสู่ปัจจุบัน

ตอนที่ 5 จากอดีตสู่ปัจจุบัน
                “หากยโศธรปุระถึงกาลสั่นคลอน ดังเช่นที่ท่านพราหมณ์ว่าแล้วนั้น หม่อมฉันเกรงว่า พระอัครราชธิดาจะไม่ปลอดภัยพระพุทธเจ้าค่ะ!!” ทุกคนต่างหันมาทางต้นเสียงทันที “แล้วเจ้าจักให้ข้าทำเช่นใด” องค์เหนือหัวแห่งราชบัลลังค์ยโศธรปุระตรัสถาม “โปรดให้หม่อมฉันและพระอัครราชธิดาไปยังปราสาทอมราวดี ที่ประทับแห่งพระวรราชธิดาพระเจ้าค่ะ อยู่ที่นั่นยังมีชัยวารีและชัยอัคคีบุตรแห่งขุนพลกัลป์ยุ คงช่วยได้หลายอย่าง” เจ้าชายอุศมันต์กราบทูล “แต่เมื่อหากไปแล้ว จะกลับมาไม่ได้ เจ้าจะทำเช่นไร” องค์เหนือหัวตรัสถามอีกครั้ง “กลับมาได้พระเจ้าค่ะ หากแต่ตอนนี้กระหม่อมและพระอัครราชธิดาทูลลาพระพุทธเจ้าค่ะ” ว่าแล้วเจ้าชายอุศมันต์ก็สาวพระบาทไปชิดวรองค์แห่งพระอัครราชธิดา พลางจับต้นพระพาหา แล้วร่ายมนต์โดยที่ใครไม่ทันได้ทัดทาน  “ปล่อยพระองค์ไปเถิดพระเจ้าค่ะ หม่อมรับรองว่า เจ้าชายอุศมันต์จะพาพระธิดาแห่งพระองค์กลับมา” พราหมณ์เฒ่ากล่าวก่อนจะเดินออกไป
                ปราสาทอมราวดี
                หยาดฟ้านั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาสีฟ้าอ่อน ในชุดเสื้อกล้ามสีขาว กับกางเกงขาสั้น ที่เป็นชุดสบายๆของคนสมัยนี้
  วิ้ว วิ้ว วู้ วิ้ว เสียงลมที่ปะทะกับใบไม้เกิดการเสียดสีจึงเกิดเสียงตามมา หยาดฟ้ามองออกไปทางหน้าต่าง สิ่งที่เห็นคือลมกรรโชกแรงราวกับมีพายุ ท้องฟ้าแดงฉานราวกับสีเลือด พระอาทิตย์แผดส่องอย่างแรงกล้า!! เมื่อมองลงไปยังพื้นพิภพก็เห็นว่าบัดนี้หญ้าที่เคยเขียวขจีกลับมีสีออกน้ำตาลแดง เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกครั้ง ครานี้เธอเห็นพระขรรค์แห่งสมเด็จพระบิดาหักเป็นสองท่อน!!  เธอจึงอุทานออกมา “พระบิดา พระพี่นาง! 
                “ถวายบังคมพระเจ้าค่ะ!!” หยาดฟ้าหันไปถามเสียงทันที “ท่าน...” เธอไม่ทันได้ถามอะไรมากเพราะมัวแต่ตกใจที่เห็นพระพี่นางหลับใหลไม่ได้สติอยู่ในอ้อมกอดของผู้ชายคนนั้น “อย่าถามอะไรหม่อมฉันมาก นำทางหม่อมฉันเถิด” หยาดฟ้าได้ฟังก็ไม่รอช้า รีบพาเขาไปยังห้องนอนของเธอ เจ้าชายอุศมันต์วางวรองค์บางเอาไว้ก่อนจะกล่าวว่า “หม่อมฉันเจ้าชายอุศมันต์ เจ้าชายแห่งนครหริหราลัย พระคู่หมั้นแห่งพระอัครราชธิดา!!” หยาดฟ้าพยักหน้ารับ เธอไม่ตกใจเลยเพราะเธอรู้อยู่แล้วว่าพระพี่นางทรงมีพระคู่หมั้น
                “เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมาที่นี่” หยาดฟ้าเปิดฉากสนทนากับขุนพลหนุ่มในห้องนอนของเธอเอง “บัลลังก์ยโศธรปุระ จะถึงคราวพินาศแล้วพระเจ้าค่ะ หม่อมฉันจึงพาพระอัครราชธิดามาอยู่ที่นี่ เพื่อป้องกันการปลงพระชนม์พระเจ้าค่ะ” ปากก็กราบทูลแต่ดวงตากลับมองมายังวรองค์สง่างามที่ยังหลับใหล  “แล้วพระบิดาล่ะ มีใครคุ้มกันพระองค์ไหม”เธอถามด้วยแววตาห่วงใยพระบิดา เมื่อรู้ว่าจะมีการลอบปลงพระชนม์ “หม่อมฉันสะกดจิตให้พวกสัตว์ร้ายคุ้มกันกำแพงเมืองพระนครเอาไว้ และให้ทหารของหม่อมฉันที่มีความสามารถทางไสยเวทย์คุ้มกันองค์เหนือหัวอีกที แต่ถึงจะมีการลอบปลงพระชนม์ พระองค์คงไม่เป็นอะไร เพราะมีน้ำเพชรประดับเหนือเศวตฉัตร ทำให้ศัตรูทำอะไรได้ไม่มาก” หยาดฟ้าพยักหน้ารับรู้ พลางเอื้อมพระหัตถ์จับพระพักตร์พระพี่นางเบาๆด้วยความรัก พระองค์มีพระพี่นางร่วมสายพระโลหิตเดียวกัน หากพระพี่นางทรงเป็นอะไรไป แล้วพระองค์จักทำเช่นใด
                “พระองค์เฝ้าพระพี่นางไปก่อนนะเดี๋ยวหม่อมฉันมา” หยาดฟ้าบอกกับคนตรงหน้า ที่เอาแต่จ้องพระพักตร์พระพี่นางของเธอ
                เมื่อพระวรราชธิดาเดินออกไปแล้วเจ้าชายอุศมันต์ก็ทรงทอดพระเนตรพระพักตร์งามอีกครั้ง ทอดพระเนตรด้วยแววพระเนตรอ่อนโยนแกมเศร้า เมื่อพระวรราชธิดาเสด็จเข้ามาแล้วพระองค์จึงยืนขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติพระวรราชธิดา “ฝ่าบาท ออกไปก่อนเถอะ” เธอบอกในขณะที่มือของเธอถืออ่างน้ำใบขนาดพอดีมือ พร้อมกับผ้าขนหนูที่พาดแขนลงมา “ออกไปทำไม หม่อมฉันจะอยู่ดูพระอาการ” เจ้าชายหนุ่มทรงตอบด้วยน้ำเสียงขึงขัง “หม่อมฉันจะเช็ดตัวให้พระพี่นาง ออกไปก่อน” หยาดฟ้าบอกกับเจ้าชายอุษศมันต์อีกครั้ง “ก็เช็ดไปสิพระเจ้าค่ะ หม่อมฉันจะรออยู่ตรงนี้” หยาดฟ้าขมวดคิ้วเมื่อได้ฟังคำพูดของเจ้าชายอุษศมันต์ “คงไม่งามนัก หากว่าเจ้าจะอยู่ในห้องนี้” คราวนี้เจ้าชายอุศมันต์เป็นฝ่ายขมวดพระขนงบ้าง “ก็แค่เช็ดตัว ไม่ได้อาบน้ำไม่เห็นจักเสียหายอะไร อีกทั้งมิได้อยู่ในพระบรมมหาราชวัง คงไม่มีใครนินทา  คนในยุคนี้ก็คงไม่ถือเรื่องแบบนี้หรอก” เมื่อพระองค์ตรัสตอบพระวรราชธิดา ก็ก้าวสาวพระบาทไปยังเก้าอี้ที่อยู่ไม่ห่างจากเตียงบรรทมมากนัก “พระองค์รู้ได้อย่างไร ว่าคนสมัยนี้ไม่ถือเรื่องนี้” หยาดฟ้าถามอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเจ้าชายพูดถึงยุคที่กำลังอยู่ในปัจจุบันเหมือนรู้เรื่องดีทั้งที่เคยอยู่แค่โลกในอดีตเท่านั้น “ชัยอัคคีเล่าให้หม่อมฉันฟัง ว่าคนในยุคสมัยนี้ไม่ค่อยถือธรรมเนียมประเพณีกัน ผู้หญิงก็วิ่งเข้าหาผู้ชายก่อน สำส่อน คบชู้” สิ้นคำพูด หยาดฟ้าก็สวนขึ้นทันที “ไม่เป็นอย่างนั้นทุกคนเสมอไป คนที่ไม่คบชู้ก็มี หญิงที่เป็นกุลสตรีก็มี……. ฝ่าบาทรู้จักกับชัยอัคคีหรือ” ประโยคสุดท้ายนางถามเจ้าชายด้วยความสงสัย “รู้จักสิ ติดต่อกันทางเวทย์เป็นประจำ” เจ้าชายอุษศมันต์ทรงแย้มพระสลวลตอบ หยาดฟ้าพยักหน้าเข้าใจ ชัยอัคคีมีเพื่อนอยู่ทั่วหล้าจริงๆ  
                “ออกไปก่อนเถอะ” หยาดฟ้าบอกกับอุษศมันต์อีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเขายังนั่งอยู่ที่เดิม “ถ้าเช่นนั้น หม่อนจะเช็ดตัวให้พระอัครราชธิดาเอง”
                “ได้อย่างไรกัน เสียหายกันหมด” หยาดฟ้าเม้มปาก
                “อะไรกัน!!” สุรเสียงอันทรงอำนาจดังขึ้นเมื่อได้ยินเสียง ที่มารบกวนโสตประสาทของนาง
                “พระพี่นาง ข้าดีใจจังที่ท่านฟื้น” เมื่อได้ยินพระสุรเสียงที่คุ้นเคย นางก็สวมกอดพระพี่นาง น้ำพระเนตรคลอ  “จะร้องทำไม ไม่ได้เป็นอะไร” พระนางกอดปลอบพระขนิษฐาพลางลูบพระเกสาอย่างแผ่วเบา แต่แฝงด้วยความอบอุ่น “เสียดายจริง ฝ่าบาทตื่นแล้วหม่อมฉันอดเช็ดตัวให้ฝ่าบาทเลย” เจ้าของน้ำเสียงแบบนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากเจ้าชายอุศมันต์ “ฝ่าบาท!!” พระนางตรัสด้วยสุรเสียงตกใจ “พระองค์เช็ดตัวให้หม่อมฉันหรือ” นางกัดพระโอษฐ์ถาม ในขณะที่สีพระปรางซับสีเรื่อละม้ายคล้ายสีของดอกอังกาบชมพู “เอ่อพระพี่นาง สรงน้ำไหมเพคะ” หยาดฟ้าจับต้นพระพาหาของพระพี่นางเอาไว้ เมื่อเห็นว่าพระองค์เริ่มจะมีเรื่องทะเลาะกันในห้องนอน “เจ้าชายอุศมันต์เช็ดตัวให้พี่หรือ!” นางหันพระพักตร์ไปถามพระขนิษฐา แววพระเนตรมีแววโกรธและอายในเวลาเดียวกัน “เปล่าเพคะ ข้าจะจะเช็ดตัวให้พระพี่นาง แต่เจ้าชายไม่ยอมเสด็จลุกไปไหน ข้าเลยไม่ได้ทำอะไร”  สิ้นคำตอบแห่งพระขนิษฐาพระองค์ก็โล่งพระทัย “จะสรงน้ำไหมเพคะ” หยาดฟ้าถามอีกครั้ง ซึ่งคำตอบก็คือการพยักหน้ารับของพระพี่นางระหว่างทางที่กำลังดำเนินไปห้องสรงซึ่งอยุ่ในห้องนอน สุพรรณทับทิมก็กวาดสายตาสำรวจไปทั่วห้อง “จะเหมือนก็ไม่เหมือน” นางตรัสแต่สายพระเนตรยังคงสำรวจอยู่ “จะเหมือนได้อย่างไร ในเมื่อตอนนี้พุทธศักราชสองพันห้าร้อยห้าสิบหกแล้ว มีอะไรหลายๆอย่างที่พระพี่นางไม่เคยเห็น ตอนที่ข้ามาที่นี่ครั้งแรก ทั้งหมดเหมือนพระราชวังเดิมทั้งหมด เพียงแต่ไม่กว้างขวาง ไม่มีทหารอารักษ์ขา ไม่มีใครคอยถวายอาหาร พอข้าอยู่ไปนานๆก็เริ่มรับวัฒนธรรม การพูดจาของคนสมัยนี้มาด้วย”
                ห้องสรง
เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงห้องสรง สุพรรณทับทิมก็ทอดพระเนตรทั่วห้องสรงอีกครั้ง “จะเหมือนก็ไม่เหมือน”นางตรัสพร้อมกับมองสระอาบน้ำขนาดใหญ่รูปสี่เหลี่ยมจัตตุรัสลึกลงไปเป็นชั้นบรรไดให้นั่งได้ และลดหลั่นลงมาเรื่อยๆ ลึกประมาณ 1.88 เมตร สูงเลยพื้นประมาณ 30 เซนติเมตร “เพคะ  ขั้นบรรไดที่ลดหลั่นลงไปเป็นกระเบื้องส่วนถ้าลึกกว่านั้นคืออิฐมอญทั้งสิ้นเพคะ” นางพยักหน้ารับกับคำพูดของพระขนิษฐาก่อนจะเปลื้องอาภรณ์และหย่อนวรองค์ลงไปในสระสรง
                ห้องเสวย
สุพรรณทับทิมซึ่งตอนนี้อยู่ในชุดกางเกงขาสั้นประมาณหัวเข่า กับเสื้อยืดสีส้ม   “อันนี้เรียกว่าผัดผักใส่เนื้อสุกร  เพคะ นี้น้ำซุปฝัก และนี่ก็สลัดผักเพคะ” มณีหยาดฟ้าบอกรายการอาหารแก่พระพี่นางของเธอก่อนจะหันหน้าไปหาเจ้าชายอุศมันต์ ก่อนจะแย้มพระสลวลนิดๆ “ส่วนของพระองค์ เป็นเนื้อสุกรกับเนื้อโนรี พระพี่นางบอกว่าพระองค์ชอบเนื้อ โอ๊ย!” เสียงอุทานของมณีหยาดฟ้าที่เกิดจากใครที่ไหนไม่ได้นอกจากพระพี่นางของตัวเอง
                เมื่อทั้งสามคนได้รับประทานอาหารกันเสร็จแล้ว มณีหยาดฟ้าก็เชิญทั้งสองพระองค์มาในห้องรับรองเพื่อบอกเล่าถึงวิถีชีวิต การพูดจา การแต่งกายของผู้คนในยุคสมัยนี้ เพื่อที่เวลาออกไปข้างนอก จะได้ไม่มีใครสังเกต ว่าพวกเธอไม่ใช่คนธรรมดา หากแต่ว่าพระพี่นางของเธอและพระคู่หมั้นตั้งท่าปะทะวาจากันตั้งแต่หย่อนก้นถึงเบาะโซฟา ทำให้เธอหนักใจแทน คำพูดที่พูดออกมาทั้งหมด จะเข้าสู่พระกรรณของทั้งสองพระองค์หรือไม่ก็ไม่รู้