วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2554

สะกดรอย

ตอนที่ 6 สะกดรอย
                สำนักงานตำรวจกำลังวุ่นวาย เพราะต้องเตรียมของที่จะใช้ในการสืบหาคนร้ายที่ลักพาตัวผู้คนในคืนจันทร์ดับ มีทั้งหน้ากากกันแก๊สพิษ ท่อออกซิเจน และกล้องถ่ายรูปความเร็วสูง
                “พร้อมนะครับ” ชัยวารีถามย้ำ เพื่อความแน่ใจ ในคืนจะต้องได้ข้อมูลมากกว่านี้ไม่ใช่คว้าน้ำประปากลับมาอย่างเมื่อคราวที่แล้ว
                “พร้อมหมดครับ ออกเดินทางเลยนะครับ” จ่าสิงห์หนึ่งในนายตำรวจผู้รับผิดชอบคดีนี้
                “ครับ” ชัยวารีพยักหน้าเล็กน้อย “เอ้อ แล้วอย่าลืมกำชับหน่วยปฏิบัติงานกลางอากาศด้วย ให้เขาดูว่ารอบๆมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า ถ้ามีก็รายงานผมทันทีเลยนะ” ชัยวารีบอกอีกครั้ง ก่อนจะออกรถไปยังจุดหมาย
                23.28 น.
                “ผู้กองครับ เจอแล้วครับผู้หญิงผมยาว อาการเหม่อลอย กำลังนั่งอยู่บนรถครับ” จ่าสิงห์โทรมารายงาน เมื่อหน่วยปฏิบัติงานกลางอากาศ เจอผู้ต้องสงสัย
                “รถยนต์ยี่ห้ออะไร” ชัยวารีถามกลับทันที
                ยี่ห้อจากัวร์ เดมเลอร์ มาเจสติ ครับ กำลังขับตรงไปที่ทางแยกท่าดินแดงครับ” เมื่อรู้ยี่ห้อรถยนต์กับทิศทางแล้ว ชัยวารีก็รีบกลับรถทันที สามนาทีผ่านไป เขาเห็นเป้าหมายอยู่ไม่ไกลเกิน200เมตร จึงพยายามชะลอความเร็วเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว
                ซอยเปลี่ยวแห่งหนึ่งมีเด็กสาววัยรุ่นอายุประมาณ 20 ปี กำลังเดินอยู่ด้วยท่าทางเมามาย เด็กสาวเห็นชายหนุ่มหล่ออีกคนหนึ่งซึ่งยืนพิงรถยี่ห้อจากัวร์ฯอยู่
                “พี่รูปหล่อ ซะคืนไหมคะ” เด็กสาวบอกพร้อมกับเอามือลูบไปมาตามรอยแยกสาบเสื้อ “ถ้าอยากได้ ก็ขึ้นรถสิ” ชายนิรนามบอก เด็กสาวขึ้นรถแต่โดยดี
                ทันทีที่เธอขึ้นมาในรถเธอก็รู้สึกว่าเห็นหญิงสาวสวยอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ เธอทำท่าจะโวยวายแต่ก็ต้องมีอันเลือนรางไป สติเธอดับวูบ
                ชัยวารีพยายามขับรถตามเป้าหมายโดยไม่ให้เป้าหมายรู้ตัวมากนัก เมื่อเป้าหมายเข้ารถเข้าไปในซอยหนึ่งซึ่งเป็นเขตพระราชวังแห่งเชื้อพระวงศ์เขมรที่ทางราชการเขมรขอให้ทางราชการไทยช่วยคุ้มครอง ชัยวารีจึงต้องหยุดรถและแสดงบัตรเจ้าหน้าที่ตำรวจแก่คนเฝ้าประตูซึ่งดูเหมือนหุ่นยนต์มากกว่าสิ่งมีชีวิต  เมื่อชัยวารีสงสัยเสียเต็มประดาว่าผู้ต้องหาคือเชื้อพระวงศ์ เขาก้าวเข้ามาในเขตพระราชวังก็เกือบต้องสิ้นชีพ เพราะภายในเขตพระราชวังเต็มไปด้วยกับดักมากมาย เมื่อไม่เห็นหนทาง จึงครุ่นคิดว่า ในเมื่อมีกับดักมากมายขนาดนี้ แล้วรถยนต์คันเมื่อสักครู่เข้ามาได้อย่างไร!
                “บ้าจริง!! สมัยนี้มันสมัยไหนวะ วางกับดักซะ” ชัยวารีสบถออกมาก่อนจะขับรถออกไปอย่างหัวเสีย เขางงมาก ภายในเขตพระราชวังแทนที่จะเต็มไปด้วยเหล่าทหารรักษาพระองค์ แต่นี่กลับไม่มี มีแต่กับดักบ้าๆนั่นแทน
                ภายในปราสาทตรีศูร บรรยากาศมืดสลัวกลิ่นอับชื้น รอบมีเพียงแค่คบไฟเท่านั้น
                “มาแล้วเพคะ พระแม่ย่า” น้ำเสียงที่ช้า ช้า และเนิบนาบ เป็นผลบอกว่าเธอโดนสะกดจิต หญิงชราหันมามองเธอด้วยแววตาพระแม่กาลี “จับมันขึงไว้ แล้วกรีดเลือดถวายแด่นาคเทวี!!” นางสั่ง...เสียงดังก้องไปทั่วปราสาทตรีศูรในยามวิกาล
                เช้าวันต่อมา
                “นาคา..นาคา ตื่นสิวะ ไอ้นาคา!!!!
                “บ้าสิ!! เป็นอะไรวะ! ตะโกนทำไม!?” ชัยวารีบ่นอย่างหัวเสีย ที่เขาต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงของไอ้น้องชาย “แกสิเป็นอะไร เรียกเป็นสิบรอบไม่ลุก ปกตินายเป็นคนตื่นง่ายนี่” ชัยอัคคีซึ่งตอนนี้อยู่ในชุดกษัตริย์ขอม ทรงเครื่องประดับแพรวพราย และสังวาลพาดเฉียง นุ่งโจงกระเบนลายสีทองพับชายหยักรั้งมาด้านหน้า ตรงเอวคาดเข็มขัดสีทอง ตรงหัวเข็มขัดประดับด้วยทับทิมสีแดงแรงกล้าราวกับประกาศศักดา
                “เปล่าหรอก...แล้วนายจะไปไหนเนี่ย” ชัยวารีถาม ในขณะที่อยู่ในอาการมึนๆ เพราะเรื่องเมื่อคืน “งานอนุรักษ์วัฒนธรรมขอม นายเองก็ไปด้วยนี่” ชัยวารีนั่งคิดอย่างคนที่สติไม่อยู่กับตัว “วันที่ 15 ไม่ใช่หรอ แล้วจะไปอะไรวันนี้” ชัยอัคคีมองหน้าพี่ชายอย่างงงๆ  แล้วพลางมองดูวันที่ในโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะยืนมาตรงหน้าของพี่ชาย ชัยวารีเมื่อได้ดูวันที่ในโทรศัพท์น้องชายก็สบถทันที “เวรแล้วไง เออ รอก่อนนะ เดี๋ยวฉันลงมา” เขาวิ่งขึ้นไปข้างบนเพื่อที่จะอาบน้ำและแต่งตัวทันที นี่เขาทำงานข้ามวันข้ามคืนเลยหรอเนี่ย  
                “งานอนุรักษ์วัฒนธรรมขอมนี้นะครับ คุณพราวพิลาสซึ่งเธอเป็นเชื้อพระวงศ์ของขอมครับ เธอได้ลงทุนจัดมันขึ้น เพื่อให้คนไทยทุกคนได้รู้จักถึงศิลปวัฒนธรรมขอมครับ งานในวันนี้นะครับจะมีการแสดงชุดใหญ่ เป็นละครเวทีด้วยนะครับ แต่ที่น่าแปลกก็คือ จะไม่มีการซ้อมกันเลยครับ บทพูดก็คิดกันสดๆเลยครับ แต่ตอนนี้เชิญทุกท่านตามสบายแล้วกันนะครับ อาหารอยู่ทางด้านซ้ายของผมครับ เชิญครับ” เมื่อสิ้นเสียงพิธีกร แขกเหรื่อในงาน ต่างพากันพูดคุย บางคนก็เดินไปตักอาหาร
                “ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นชั้นด้วยวะ”  เสียงเข้มๆตามฉบับชัยวารีเอ่ยถามน้องชายอย่างไม่เข้าใจ “เอาน่า สนุกดีนะ คิดบทพูดกันสดๆเลย ไม่มีการซ้อม อีกอย่าง ได้อยู่ใกล้คุณหยาดฟ้าด้วย”  ชัยวารีส่ายหน้ากับคำพูดของน้องชาย ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นพราวพิลาสผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งของคดีที่เขารับผิดชอบอยู่ เขากะว่าจะเดินตามเธอไปอย่างเงียบๆ แต่แล้วชัยอัคคีก็ดึงแขนเขาเอาไว้ “ไปไหนวะ การแสดงจะเริ่มแล้วนะเว้ย มานี่ก่อน ไปคุยกับเจ้าของงานก่อน” ชัยอัคคีไม่พูดเปล่า เขาลากพี่ชายของเขาเข้าไปในห้องอีกห้องหนึ่งซึ่งเป็นห้องสำหรับนักแสดงที่จะมาแสดงโขว์ในงานนนี้
                ภายในห้องสำหรับนักแสดง
                “คุณพราวครับ นี่ชัยวารีพี่ชายผมครับ” หญิงสาวที่กำลังยุ่งอยู่กับการแต่งหน้าให้เรียบร้อยเงยหน้ามาดูผู้มาเยือน “สวัสดีค่ะ ดิฉันพราวพลาสค่ะ” นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชัยวารีตะลึงงัน ใบหน้าหวาน สวย คมขำ และเป็นผู้ต้องหาในคดีของเขาด้วย “คะ..ครับ”
                “ไม่ทราบว่าคุณรู้เรื่องการแสดงโชว์หรือยังคะ”
                “ครุฑบอกคร่าวๆแล้วครับ” เขาบอกเธออย่างสุภาพ พราวพิลาสยิ้มรับก่อนจะยุ่งอยู่กับการแต่งหน้าทำผมของตนเอง
                “เอ่อ แล้วคุณหยาดฟ้าล่ะครับ เธออยู่ไหน” ชัยอัคคีถาม เมื่อไม่เห็นร่างที่เขาปรารถนา พราวพิลาสเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง “คุณสนใจเธอหรือคะ” ชัยอัคคีเกาหัวแก้เก้อ ก่อนจะยิ้มรับ “เธออยู่ข้างบนค่ะ คงกำลังคุยกับพี่อยู่ค่ะ” เมื่อได้รับคำตอบชัยอัคีก็มุ่งหน้าขึ้นข้างบนทันที
                ก๊อก ก๊อก
                “เชิญค่ะ” เสียงที่ชัยอัคคีคุ้นเคยดังออกมาจากข้างใน เขาเปิดประตูเข้าไปก็พบว่า เธออยู่กับหญิงสาวหน้าตาโฉมสะคราญนางหนึ่ง และผู้ชายที่มีใบหน้าคมสันอีกคนหนึ่ง เขารู้สึกคุ้นๆว่าเคยเจอผู้ชายคนนี้ที่ไหน แต่ก็นึกไม่ออก
                “เอ่อ..คุณชัยอัคคีค่ะพี่...เขา..เขาเป็นเพื่อนน้อง” หยาดฟ้าพูดอย่างตะกุตะกะ ด้วยความที่เป็นพี่น้องกันเล่นกันมาแต่เล็ก ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าน้องของเธอคิดอะไรกับผู้ชายคนนี้  “ทับทิมค่ะ เป็นพี่สาวของหยาดฟ้า” คำแนะนำตัวของเธอเองสะดุดหูของชัยอัคคีเข้า ทับทิม สุพรรณทับทิม เอ...คนเดียวกันเปล่าวะ “เอ่อ..พระอัครราชธิดาสุพรรณทับทิม ใช่ไหมครับ” คำพูดของชัยอัคคีทำให้ทับทิม หันมามองหน้าเขาด้วยสายตาอันคมกล้า “ค่ะ ขอบคุณนะคะที่คุณรู้จักฉัน” ชัยอัคคีก้มหัวแสดงความเคารพก่อนจะเอ่ยถามอีกว่า “แล้วอุศมันต์ล่ะครับ ไม่มาด้วยหรอ” คำถามของชัยอัคคีทำให้สองสาวหันไปมองหน้าผู้ชายอีกคนหนึ่งซึ่งอยู่ในห้องนี้ด้วย “ข้ายืนอยู่ตรงนี้ ตาบอดหรือไง ถึงไม่เห็นข้า” ชัยอัคคีมองไปตามเสียงนั้น ก่อนจะส่งสายตาพิจารณาตั้งแต่หัวจรดปลายเล็บ “อุศมันต์หรือ?” เขาเอ่ยถามอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ “ผีป่ามั้ง” นิ่งๆ กวนๆ จะเป็นใครไม่ได้นอกจากอุศมันต์ ถึงเขาจะไม่เคยเห็นตัวจริงมาก่อน แต่การติดต่อกันผ่านทางบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ คำพูคำจาของอุศมันต์ทำให้เขารู้ว่าอุศมันต์มีนิสัยอย่างไร “ฮะ ฮะ ฮ่า จริงหรอเนี่ย นายหล่อมาก” เจ้าชายอุศมันต์ส่ายหัวน้อยๆ
                “แล้วพี่คุณล่ะ” หยาดฟ้าถามเมื่อไม่เห็นพี่ชายของชัยอัคคี
                “อยู่ข้างล่าง คุยกับคุณพราวพิลาสอยู่” เขาบอก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น