ตอนที่ 5 จากอดีตสู่ปัจจุบัน
“หากยโศธรปุระถึงกาลสั่นคลอน ดังเช่นที่ท่านพราหมณ์ว่าแล้วนั้น หม่อมฉันเกรงว่า พระอัครราชธิดาจะไม่ปลอดภัยพระพุทธเจ้าค่ะ!!” ทุกคนต่างหันมาทางต้นเสียงทันที “แล้วเจ้าจักให้ข้าทำเช่นใด” องค์เหนือหัวแห่งราชบัลลังค์ยโศธรปุระตรัสถาม “โปรดให้หม่อมฉันและพระอัครราชธิดาไปยังปราสาทอมราวดี ที่ประทับแห่งพระวรราชธิดาพระเจ้าค่ะ อยู่ที่นั่นยังมีชัยวารีและชัยอัคคีบุตรแห่งขุนพลกัลป์ยุ คงช่วยได้หลายอย่าง” เจ้าชายอุศมันต์กราบทูล “แต่เมื่อหากไปแล้ว จะกลับมาไม่ได้ เจ้าจะทำเช่นไร” องค์เหนือหัวตรัสถามอีกครั้ง “กลับมาได้พระเจ้าค่ะ หากแต่ตอนนี้กระหม่อมและพระอัครราชธิดาทูลลาพระพุทธเจ้าค่ะ” ว่าแล้วเจ้าชายอุศมันต์ก็สาวพระบาทไปชิดวรองค์แห่งพระอัครราชธิดา พลางจับต้นพระพาหา แล้วร่ายมนต์โดยที่ใครไม่ทันได้ทัดทาน “ปล่อยพระองค์ไปเถิดพระเจ้าค่ะ หม่อมรับรองว่า เจ้าชายอุศมันต์จะพาพระธิดาแห่งพระองค์กลับมา” พราหมณ์เฒ่ากล่าวก่อนจะเดินออกไป
ปราสาทอมราวดี
หยาดฟ้านั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาสีฟ้าอ่อน ในชุดเสื้อกล้ามสีขาว กับกางเกงขาสั้น ที่เป็นชุดสบายๆของคนสมัยนี้
วิ้ว วิ้ว วู้ วิ้ว เสียงลมที่ปะทะกับใบไม้เกิดการเสียดสีจึงเกิดเสียงตามมา หยาดฟ้ามองออกไปทางหน้าต่าง สิ่งที่เห็นคือลมกรรโชกแรงราวกับมีพายุ ท้องฟ้าแดงฉานราวกับสีเลือด พระอาทิตย์แผดส่องอย่างแรงกล้า!! เมื่อมองลงไปยังพื้นพิภพก็เห็นว่าบัดนี้หญ้าที่เคยเขียวขจีกลับมีสีออกน้ำตาลแดง เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกครั้ง ครานี้เธอเห็นพระขรรค์แห่งสมเด็จพระบิดาหักเป็นสองท่อน!! เธอจึงอุทานออกมา “พระบิดา พระพี่นาง!”
“ถวายบังคมพระเจ้าค่ะ!!” หยาดฟ้าหันไปถามเสียงทันที “ท่าน...” เธอไม่ทันได้ถามอะไรมากเพราะมัวแต่ตกใจที่เห็นพระพี่นางหลับใหลไม่ได้สติอยู่ในอ้อมกอดของผู้ชายคนนั้น “อย่าถามอะไรหม่อมฉันมาก นำทางหม่อมฉันเถิด” หยาดฟ้าได้ฟังก็ไม่รอช้า รีบพาเขาไปยังห้องนอนของเธอ เจ้าชายอุศมันต์วางวรองค์บางเอาไว้ก่อนจะกล่าวว่า “หม่อมฉันเจ้าชายอุศมันต์ เจ้าชายแห่งนครหริหราลัย พระคู่หมั้นแห่งพระอัครราชธิดา!!” หยาดฟ้าพยักหน้ารับ เธอไม่ตกใจเลยเพราะเธอรู้อยู่แล้วว่าพระพี่นางทรงมีพระคู่หมั้น
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมาที่นี่” หยาดฟ้าเปิดฉากสนทนากับขุนพลหนุ่มในห้องนอนของเธอเอง “บัลลังก์ยโศธรปุระ จะถึงคราวพินาศแล้วพระเจ้าค่ะ หม่อมฉันจึงพาพระอัครราชธิดามาอยู่ที่นี่ เพื่อป้องกันการปลงพระชนม์พระเจ้าค่ะ” ปากก็กราบทูลแต่ดวงตากลับมองมายังวรองค์สง่างามที่ยังหลับใหล “แล้วพระบิดาล่ะ มีใครคุ้มกันพระองค์ไหม”เธอถามด้วยแววตาห่วงใยพระบิดา เมื่อรู้ว่าจะมีการลอบปลงพระชนม์ “หม่อมฉันสะกดจิตให้พวกสัตว์ร้ายคุ้มกันกำแพงเมืองพระนครเอาไว้ และให้ทหารของหม่อมฉันที่มีความสามารถทางไสยเวทย์คุ้มกันองค์เหนือหัวอีกที แต่ถึงจะมีการลอบปลงพระชนม์ พระองค์คงไม่เป็นอะไร เพราะมีน้ำเพชรประดับเหนือเศวตฉัตร ทำให้ศัตรูทำอะไรได้ไม่มาก” หยาดฟ้าพยักหน้ารับรู้ พลางเอื้อมพระหัตถ์จับพระพักตร์พระพี่นางเบาๆด้วยความรัก พระองค์มีพระพี่นางร่วมสายพระโลหิตเดียวกัน หากพระพี่นางทรงเป็นอะไรไป แล้วพระองค์จักทำเช่นใด
“พระองค์เฝ้าพระพี่นางไปก่อนนะเดี๋ยวหม่อมฉันมา” หยาดฟ้าบอกกับคนตรงหน้า ที่เอาแต่จ้องพระพักตร์พระพี่นางของเธอ
เมื่อพระวรราชธิดาเดินออกไปแล้วเจ้าชายอุศมันต์ก็ทรงทอดพระเนตรพระพักตร์งามอีกครั้ง ทอดพระเนตรด้วยแววพระเนตรอ่อนโยนแกมเศร้า เมื่อพระวรราชธิดาเสด็จเข้ามาแล้วพระองค์จึงยืนขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติพระวรราชธิดา “ฝ่าบาท ออกไปก่อนเถอะ” เธอบอกในขณะที่มือของเธอถืออ่างน้ำใบขนาดพอดีมือ พร้อมกับผ้าขนหนูที่พาดแขนลงมา “ออกไปทำไม หม่อมฉันจะอยู่ดูพระอาการ” เจ้าชายหนุ่มทรงตอบด้วยน้ำเสียงขึงขัง “หม่อมฉันจะเช็ดตัวให้พระพี่นาง ออกไปก่อน” หยาดฟ้าบอกกับเจ้าชายอุษศมันต์อีกครั้ง “ก็เช็ดไปสิพระเจ้าค่ะ หม่อมฉันจะรออยู่ตรงนี้” หยาดฟ้าขมวดคิ้วเมื่อได้ฟังคำพูดของเจ้าชายอุษศมันต์ “คงไม่งามนัก หากว่าเจ้าจะอยู่ในห้องนี้” คราวนี้เจ้าชายอุศมันต์เป็นฝ่ายขมวดพระขนงบ้าง “ก็แค่เช็ดตัว ไม่ได้อาบน้ำไม่เห็นจักเสียหายอะไร อีกทั้งมิได้อยู่ในพระบรมมหาราชวัง คงไม่มีใครนินทา คนในยุคนี้ก็คงไม่ถือเรื่องแบบนี้หรอก” เมื่อพระองค์ตรัสตอบพระวรราชธิดา ก็ก้าวสาวพระบาทไปยังเก้าอี้ที่อยู่ไม่ห่างจากเตียงบรรทมมากนัก “พระองค์รู้ได้อย่างไร ว่าคนสมัยนี้ไม่ถือเรื่องนี้” หยาดฟ้าถามอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเจ้าชายพูดถึงยุคที่กำลังอยู่ในปัจจุบันเหมือนรู้เรื่องดีทั้งที่เคยอยู่แค่โลกในอดีตเท่านั้น “ชัยอัคคีเล่าให้หม่อมฉันฟัง ว่าคนในยุคสมัยนี้ไม่ค่อยถือธรรมเนียมประเพณีกัน ผู้หญิงก็วิ่งเข้าหาผู้ชายก่อน สำส่อน คบชู้” สิ้นคำพูด หยาดฟ้าก็สวนขึ้นทันที “ไม่เป็นอย่างนั้นทุกคนเสมอไป คนที่ไม่คบชู้ก็มี หญิงที่เป็นกุลสตรีก็มี……. ฝ่าบาทรู้จักกับชัยอัคคีหรือ” ประโยคสุดท้ายนางถามเจ้าชายด้วยความสงสัย “รู้จักสิ ติดต่อกันทางเวทย์เป็นประจำ” เจ้าชายอุษศมันต์ทรงแย้มพระสลวลตอบ หยาดฟ้าพยักหน้าเข้าใจ ชัยอัคคีมีเพื่อนอยู่ทั่วหล้าจริงๆ
“ออกไปก่อนเถอะ” หยาดฟ้าบอกกับอุษศมันต์อีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเขายังนั่งอยู่ที่เดิม “ถ้าเช่นนั้น หม่อนจะเช็ดตัวให้พระอัครราชธิดาเอง”
“ได้อย่างไรกัน เสียหายกันหมด” หยาดฟ้าเม้มปาก
“อะไรกัน!!” สุรเสียงอันทรงอำนาจดังขึ้นเมื่อได้ยินเสียง ที่มารบกวนโสตประสาทของนาง
“พระพี่นาง ข้าดีใจจังที่ท่านฟื้น” เมื่อได้ยินพระสุรเสียงที่คุ้นเคย นางก็สวมกอดพระพี่นาง น้ำพระเนตรคลอ “จะร้องทำไม ไม่ได้เป็นอะไร” พระนางกอดปลอบพระขนิษฐาพลางลูบพระเกสาอย่างแผ่วเบา แต่แฝงด้วยความอบอุ่น “เสียดายจริง ฝ่าบาทตื่นแล้ว…หม่อมฉันอดเช็ดตัวให้ฝ่าบาทเลย” เจ้าของน้ำเสียงแบบนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากเจ้าชายอุศมันต์ “ฝ่าบาท!!” พระนางตรัสด้วยสุรเสียงตกใจ “พระองค์…เช็ดตัวให้หม่อมฉันหรือ” นางกัดพระโอษฐ์ถาม ในขณะที่สีพระปรางซับสีเรื่อละม้ายคล้ายสีของดอกอังกาบชมพู “เอ่อ…พระพี่นาง สรงน้ำไหมเพคะ” หยาดฟ้าจับต้นพระพาหาของพระพี่นางเอาไว้ เมื่อเห็นว่าพระองค์เริ่มจะมีเรื่องทะเลาะกันในห้องนอน “เจ้าชายอุศมันต์เช็ดตัวให้พี่หรือ!” นางหันพระพักตร์ไปถามพระขนิษฐา แววพระเนตรมีแววโกรธและอายในเวลาเดียวกัน “เปล่าเพคะ ข้าจะจะเช็ดตัวให้พระพี่นาง แต่เจ้าชายไม่ยอมเสด็จลุกไปไหน ข้าเลยไม่ได้ทำอะไร” สิ้นคำตอบแห่งพระขนิษฐาพระองค์ก็โล่งพระทัย “จะสรงน้ำไหมเพคะ” หยาดฟ้าถามอีกครั้ง ซึ่งคำตอบก็คือการพยักหน้ารับของพระพี่นางระหว่างทางที่กำลังดำเนินไปห้องสรงซึ่งอยุ่ในห้องนอน สุพรรณทับทิมก็กวาดสายตาสำรวจไปทั่วห้อง “จะเหมือนก็ไม่เหมือน” นางตรัสแต่สายพระเนตรยังคงสำรวจอยู่ “จะเหมือนได้อย่างไร ในเมื่อตอนนี้พุทธศักราชสองพันห้าร้อยห้าสิบหกแล้ว มีอะไรหลายๆอย่างที่พระพี่นางไม่เคยเห็น ตอนที่ข้ามาที่นี่ครั้งแรก ทั้งหมดเหมือนพระราชวังเดิมทั้งหมด เพียงแต่ไม่กว้างขวาง ไม่มีทหารอารักษ์ขา ไม่มีใครคอยถวายอาหาร พอข้าอยู่ไปนานๆก็เริ่มรับวัฒนธรรม การพูดจาของคนสมัยนี้มาด้วย”
ห้องสรง
เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงห้องสรง สุพรรณทับทิมก็ทอดพระเนตรทั่วห้องสรงอีกครั้ง “จะเหมือนก็ไม่เหมือน”นางตรัสพร้อมกับมองสระอาบน้ำขนาดใหญ่รูปสี่เหลี่ยมจัตตุรัสลึกลงไปเป็นชั้นบรรไดให้นั่งได้ และลดหลั่นลงมาเรื่อยๆ ลึกประมาณ 1.88 เมตร สูงเลยพื้นประมาณ 30 เซนติเมตร “เพคะ ขั้นบรรไดที่ลดหลั่นลงไปเป็นกระเบื้องส่วนถ้าลึกกว่านั้นคืออิฐมอญทั้งสิ้นเพคะ” นางพยักหน้ารับกับคำพูดของพระขนิษฐาก่อนจะเปลื้องอาภรณ์และหย่อนวรองค์ลงไปในสระสรง
ห้องเสวย
สุพรรณทับทิมซึ่งตอนนี้อยู่ในชุดกางเกงขาสั้นประมาณหัวเข่า กับเสื้อยืดสีส้ม “อันนี้เรียกว่าผัดผักใส่เนื้อสุกร เพคะ นี้น้ำซุปฝัก และนี่ก็สลัดผักเพคะ” มณีหยาดฟ้าบอกรายการอาหารแก่พระพี่นางของเธอก่อนจะหันหน้าไปหาเจ้าชายอุศมันต์ ก่อนจะแย้มพระสลวลนิดๆ “ส่วนของพระองค์ เป็นเนื้อสุกรกับเนื้อโนรี พระพี่นางบอกว่าพระองค์ชอบเนื้อ โอ๊ย!” เสียงอุทานของมณีหยาดฟ้าที่เกิดจากใครที่ไหนไม่ได้นอกจากพระพี่นางของตัวเอง
เมื่อทั้งสามคนได้รับประทานอาหารกันเสร็จแล้ว มณีหยาดฟ้าก็เชิญทั้งสองพระองค์มาในห้องรับรองเพื่อบอกเล่าถึงวิถีชีวิต การพูดจา การแต่งกายของผู้คนในยุคสมัยนี้ เพื่อที่เวลาออกไปข้างนอก จะได้ไม่มีใครสังเกต ว่าพวกเธอไม่ใช่คนธรรมดา หากแต่ว่าพระพี่นางของเธอและพระคู่หมั้นตั้งท่าปะทะวาจากันตั้งแต่หย่อนก้นถึงเบาะโซฟา ทำให้เธอหนักใจแทน คำพูดที่พูดออกมาทั้งหมด จะเข้าสู่พระกรรณของทั้งสองพระองค์หรือไม่ก็ไม่รู้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น