ตอนที่ 4 เจ้าชายอุศมันต์
“พวกเจ้านี่เฝ้าพระโอรสอย่างไรกัน จึ่งปล่อยให้พระองค์หายไป” เสียงท่านแม่ทัพฝ่ายซ้ายตะเบ็งขึ้นทำให้ทหารหลายนายตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำด้วยเกรงอาญา เมื่อทหารรายงานว่าพระโอรสหายไประหว่างเตรียมพระองค์ “ข้า…ข้าพระพุทธเจ้า ขอประทานอภัยพระเจ้าค่ะ” นายทหารนายหนึ่งกราบทูล “ตามหา!” สิ้นเสียงทหารกว่าสามสิบชีวิตต่างวิ่งกระจายออกจากกัน เพื่อ ตามหาพระโอรส
กองบัญชาการตำรวจ
“ได้เบาะแสแล้วครับผู้กอง” จ่าต้อ ผู้ร่วมทีมทำคดีเอ่ยขึ้น “แถวนั้นมีภาพวงปิดอยู่ครับ ผมไปตรวจสอบดูแล้วขอให้เขาปริ๊นต์ภาพมาให้”
“ผมได้ภาพแล้วล่ะจ่า ได้เมื่อกี้นี้เองก่อนจ่าจะมาถึงแค่ไม่กี่นาที” ชัยวารีบอกก่อนจะหันโน๊ตบุ๊คไปทางจ่าต้อ
“เอ้า แล้วผู้กองทำไมไม่บอกผม”
“โทษทีครับจ่า”
“แล้วเอาอย่างไรหรือผู้กอง”
“รอคืนจันทร์ดับวันต่อไปแล้วออกปฎิบัติการทันที เอ้อ จ่าอย่าลืมนะ หน้ากากกันแก๊สพิษ” ชัยวารีบอกเสร็จสรรพ จ่าต้อเองก็พยักหน้ารับ
“จะบอกได้หรืออย่างไรกัน ว่าเข้ามาได้อย่างไร” พระนางยืนกอดอกเชิดหน้ารับสั่งถาม “ก็แค่ เดินขึ้นมา” เขาตอบพร้อมส่งสายตาเจ้าชู้แก่พระนาง “บังอาจ! หยุดใช้สายตาแบบนั้นเลยนะ ไม่รู้หรืออย่างไรว่าเราเป็นใคร” นางตวาดก้องแววพระเนตรแทบลุกเป็นเพลิง นางร่ายมนต์กัมปนาทด้วยหวังจะเผาบุรุษตรงหน้าให้ไหม้เป็นจุล “อะไรกัน แค่นี้ก็ต้องโกรธ ข้าไปดีกว่า” สิ้นเสียงก็สิ้นลมหายใจ เขา ไมอยู่ตรงหน้าพระนางอีกแล้ว “เจ้านั่นมันมีมนต์” พระนางรำพึงกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะร่ายมนต์เพื่อพาตัวเองกลับนครยโศธรปุระ
บารายที่ทำพิธี
“ฝ่าพระบาท หายไปไหนมา เจ้าชายอุศมันต์เตรียมพระองค์พร้อมแล้วนะพระเจ้าข้า” ทันทีเมื่อพระองค์ปรากฏกายตรงหน้าพราหมณ์เฒ่า พระองค์ก็รีบซักทันที “ไปนครกฤตยา ท่านคงไม่ว่ากระไร” พระนางบอกพร้อมกับก้าวพระบาทไปยังบันไดตรงขอบบาราย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับลงบาราย
“เจ้าชายอุศมันต์เสด็จ” เสียงขานพระนามเจ้าชายดังก้องทั่วเขตในพื้นที่ประกอบพิธี เจ้าชายอุศมันต์ปรากฏพระองค์ขึ้นบนเสลี่ยงและประทับนิ่ง ทันทีที่พระอัครราชธิดาได้ทอดพระเนตรเห็น ก็ทรงแจ้งแก่พระทัยทันทีว่าบุรุษที่พระองค์เห็นในเมืองกฤตยาตาลัยนั้นเป็นใคร
“ถวายบังคมพระเจ้าค่ะ พระอัครราชธิดา” เจ้าชายอุศมันต์ทรงกล่าวถวายบังคมตามประเพณี
“ถวายบังคมเช่นกันเพคะ” พระองค์กล่าวพร้อมกับเชิดคอตั้งตรง เสมือนว่า พระองค์ไม่พอพระทัยที่จะต้อนรับแขกคนนี้เท่าไรนัก
“เชิญทั้งสองพระองค์ที่บารายพระเจ้าค่ะ” พราหมณ์ผู้ประกอบพิธีกล่าวเชิญ
เมื่อทั้งสองพระองค์ลงไปอยู่ในบารายที่มีน้ำอยู่เกือบเต็มสระเรียบร้อยแล้ว พราหมณ์เฒ่าก็เริ่มอ่านพระคัมภีร์บูชาพระอิศวร เมื่ออ่านจบ พระอัครราชธิดาก็ทรงร่ายมนต์เพื่อขอพรแด่พระอิศวร พระนางเดินทวนน้ำช้าๆพร้อมกับขึ้นไปยืนบนฐานของสิงห์และประนมหัถต์เหนือเศียร ส่วนเจ้าชายอุศมันต์ถือพานรองรับ เกิดมหัศจรรย์มีดอกไม้สวยงามนานาชาติ ล่วงหล่นจากฟ้า มีดอกหนึ่งที่สวยงามสะพลั่งสมกับเป็นดอกแห่งแดนสุขาวดี ดอกเก็จมรกตหล่นมาสู่พานที่เจ้าชายอุศมันต์รองรับไว้ พระอัครราชธิดาทรงหยิบดอกเก็จมรกตขึ้นมา แล้วท่องมนต์ พลันดอกเก็จมรกตกระจายเป็นเสี่ยงและกลายเป็นแก้วมรกตที่งามศิวิไล ล่องลอยบนเมฆาและหายลับตาไป พราหมณ์ท่องคาถาขอบคุณพระอิศวรอีกครั้ง เป็นอันจบพิธี พระอัครราชธิดาทรงลงมาจากฐานของสิงห์ เมื่อพระบาทแตะถึงพื้นบารายที่ปูรองพื้นด้วยศิลา เจ้าชายอุศมันต์ก็ถลาพระองค์เข้าประวรองค์ อารามตกใจจนเกือบจะร้องออกมา แต่ดีที่เจ้าชายใช้พระหัตถ์ปิดเรียวโอษฐ์บางไว้ได้
“อ๋อยออยอั้น” (ปล่อยหม่อมฉัน)
“เงียบสิพระเจ้าค่ะ”
เมื่ออีกฝ่ายเงียบเสียงลง เจ้าชายอุศมันต์ก็ปล่อยพระโอษฐ์บางให้เป็นอิสระ
“ทรงทำอะไร” เมื่อได้เป็นอิสระก็ตรัสถามทันที
“พระภูษาทรง...กำลังจะหลุด” เจ้าชายอุศมันต์ตรัสตอบในขณะที่พระหัตถ์หนายังคงจับพระปฤษฎางค์ของพระอัครราชธิดาไว้แน่น การกระทำของเจ้าชายอุษมันต์นั้นส่งผลให้พระปรางค์นวลขึ้นสีระเรื่อ “ก็ปล่อยหม่อมฉันสิ” พระนางบอกพร้อมกับพยายามผลักไส “ปล่อยก็หลุดสิพระเจ้าค่ะ...เอ หรือว่าทรงอยากให้หม่อมฉันเห็น”พระพักตร์ยียวนกวนประสาทส่งยิ้มอย่างเกี้ยวพาราสี “บ้าสิ” สิ้นเสียงพรระนางทรงซัดมนต์ใส่เป็นผลทำให้เจ้าชายเสียหลักล้มลงไปในน้ำพร้อมกับพระอัครราชธิดา เหตุการณ์นั้นทำให้เหล่าข้าราชบริพารต่างมองมายังจุดเดียวกัน เมื่อเจ้าชายอุศมันต์ทรงพระองค์ได้มั่นคงแล้วก็มีกระแสรับสั่งว่า
“จักไปไหนก็ไป ทางนี้ไม่มีอะไรหรอก”
“แต่พระอัครราชธิดา...” ท่านเสนาธิบดีถามด้วยความห่วงใยในพระอัครราชธิดา
“พระองค์ไม่เป็นอะไรหรอก ท่านจักไปไหนก็ไปเถอะ”
“ให้กระหม่อมตามนางกำนัลไหมพระเจ้าค่ะ”
“ไม่ต้องหรอก พระองค์ไม่ได้เป็นอะไร” เจ้าชายอุศมันต์ตรัสตอบอีกครั้งเมื่อเห็นเสนาธิบดียังไม่สิ้นความห่วงใย
เมื่อท่านเสนาธิบดีรวมถึงเหล่าข้าราชบริพารทั้งหลาย ต่างกลับไปยังท้องพระโรงกันหมดแล้ว เจ้าชายอุศมันต์หันพระพักตร์กลับมาด้านหลังก็ทอดพระเนตรเห็นพระอัครราชธิดาทรงมีพระอาการผิดแปลกจากเดิม วรองค์บางสั่นสะท้าน แววพระเนตรกังวล
“ทรงเป็นอะไรไป” เจ้าชายอุศมันต์ถามด้วยความห่วงใย
“หม่อม...หม่อมฉันไม่เป็นอะไร ขอตัวก่อนนะเพคะ” ตรัสจบพระองค์ก็ก้าวพระพักตร์ขึ้นจากบาราย พระหัตถ์บางจับพระภูษาไม่ให้มันหลุดจากเรือนร่าง
ท้องพระโรง
พระเจ้ายโสวรมันประทับบนบัลลังค์ทอง พระพักตร์รื่นรมย์อยู่เป็นนิจ เจ้าชายอุศมันต์เดินเข้ามาในท้องพระโรงและถวายบังคมแด่พระเจ้ายโสวรมัน
“เป็นอย่างไรบ้าง พิธีที่ข้าจัดขึ้นนี้”
“หม่อมฉันขอบพระทัยเป็นอย่างยิ่งที่ทรงเมตตาหม่อมฉันถึงเพียงนี้ หากแต่พระอัครราชธิดาทรงมีสีพระพักตร์เหมือนไม่เต็มใจต้อนรับหม่อม...” ไม่ทันที่เจ้าชายอุศมันต์จะตรัสจบ นางกำนัลฝ่ายในก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
“ขอเดชะ พระอาญามิเกล้าเพคะ พระอัครราชธิดาสุพรรณทับทิม ทรงพระประชวรเพคะ” สิ้นคำนางกำนัล “อะไรนะ!!” พระเจ้ายโสวรมันตวาดก้อง แล้วเสด็จยังตำหนักฝ่ายใน
“เจ้าเป็นอะไรไปสุพรรณทับทิม” ทันทีที่เสด็จถึง ทรงตรัสพระพระอาการของลูกรัก
“ลูกไม่ทราบเพคะ เหมือนลูกกังวลอะไรบางอย่าง” พระนางบอกกับพระบิดา “เจ้ากังวลอันใด มีอะไรให้เจ้ากังวล” ทรงตรัสถามอีกครั้ง พลางโอบกอดลูกรักด้วยความรักสเน่หา “ลูกไม่ทราบ พระบิดา ให้คนไปตามท่านพราหมณ์ให้ลูกเถิด”
“กระหม่อมอยู่นี่พระเจ้าค่ะ” พราหมณ์เฒ่าผู้ทรงเวทย์ปรากฏตัว ณ ทวารบาล “ลูกข้าเป็นอะไร” พระเจ้ายโสวรมันตรัสกับพราหมณ์ “พระอัครราชธิดาไม่ทรงเป็นอะไรหรอกพระเจ้าค่ะ แต่นี่อาจจะเป็นลางร้าย ว่าบัลลังค์แห่งยโศธรปุระอาจจะถึงกาลสั่นคลอน!!”