วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เทวีแห่งแดนอาถรรพื ตอนที่ 3 คืนจันทร์ดับ


ตอนที่ 3 คืนจันทร์ดับ
คืนจันทร์ดับ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านต่างปิดประตูเงียบและเข้านอนแต่หัว และไม่ยอมออกไปไหนเลย ด้วยเกรงกลัวว่า จะถูกจับตัวไป แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่เชื่อเรื่องแบบนี้ ต่างสนุกสนานในยามค่ำคืน เมื่อถึงเวลาแยกย้ายกันกลับบ้าน
ฉ่า ฉ่า เสียงประหลาดดังขึ้นข้างๆหูของเขา และเขาก็สลบไป
ปราสาทตรีศูร
“พระแม่ย่า ถวายบังคมเพคะ” นางกล่าวเมื่อเห็นหญิงชราวัยหกสิบปีกำลังนั่งอยู่บนที่นอนของนาง “ยโสกัลยาจงฟัง คืนนี้จะเป็นคืนจันทร์ดับ จงไปหาเครื่องสังเวยมาถวายแด่ข้า และมหานาคเทวี” สิ้นเสียงอันทรงพลังนางเหมือนอยู่ในมนต์สะกด “เพคะ พระแม่ย่า” ว่าแล้วนางก็เดินออกไป ท่ามกลางสยาตาพึงพอใจของหญิงชราที่ดูจากหน้าตาอายุน่าจะประมาณหกสิบปีมาแล้ว แต่ความจริงนางอายุเกือบหนึ่งพันหกร้อยมาแล้ว
คืนจันทร์ดับ ณ ปราสาทอมราวดี
“ท่านพราหม์ ท่านขุนพลกัลป์ยุเป็นใครหรือ ท่านรู้จักใช่ไหม” พระวรราชธิดาทรงถามคำถามที่ทรงอยากรู้ทันที “นี่ พระองค์คงจะได้เจอกับชัยอัคคีแล้วสิสินะ” พราหมณ์ไม่ตอบแต่กับถามเหมือนจะรู้เรื่องราว “อ๋อ นี่ท่านรู้จักเขา” นางสะบัดหน้าแง่งอน “ข้ารู้จักแน่นอน เพราะเขาคือลูกชายคนที่สองแห่งมหาขุนพลกัลป์ยุ ขุนพลคู่ราชบัลลังก์แห่งพระบาท วันที่ลูกชายเขาเกิดได้มีอัญมณีติดตัวมาคนโตครอบครองอัญมณีนิลกาฬส่วนคนเล็กครอบครองอัญมณีทับทิม เรื่องนี้รู้ไปถึงหูกำปงพิรา นางจึงสั่งให้ทหารของนางซึ่งเป็นรูปปั้นและปลุกให้พวกมันเคลื่อนไหวด้วยมนต์ตราบุกเข้าชิงตัวลูกชายทั้งสองของเขา แต่เขาคงไหวตัวทันจึงพาลูกชายหนีข้ามกาลเวลาไปยังหนึ่งพันปีข้างหน้า ซึ่งก็คือยุคที่พระองค์อยู่ในตอนนี้ เมื่อเรื่องที่กำปงพิราบุกชิงตัวลูกชายขุนพลรู้ไปถึงพระกรรณของพระบาท ทรงส่งกำลังมาช่วยแต่ก็ไม่ทันเพราะกำปงพิราหนีข้ามกาลเวลาไปแล้ว” เมื่อมหาพราหมณ์เฒ่าพูดจบ สุรเสียงแง่งอนของพระวรราชธิดาก็ดังขึ้นอีกครั้ง “แล้วทำไมท่านถึงไม่บอกข้า” พราหมณ์ยิ้มเรียบๆ “ก็พระองค์ไม่ตรัสถาม” คำตอบอันกวนประสาทของมหาพราหมณ์ ทำให้พระวรราชธิดาแทบระงับพระทัยไม่ให้โกรธไว้ไม่อยู่ ก่อนจะฉุกคิดขึ้นได้ว่า วันนี้ไปเจออะไร “เอ่อ นี่ที่พราหมณ์ วันนี้ข้าไปเจอพระภิกษุที่หน้าตาเหมือนท่านด้วยล่ะ”พราหมณ์ยิ้มอีกครั้ง “มันเป็นธรรมดาพระเจ้าค่ะ” เมื่อสิ้นเสียงพราหมณ์เสียงทวารบาลก็เปิดขึ้น พร้อมกับพระพักตร์แห่งพระบาท พระเจ้ายโสวรมัน  พระองค์ก้าวเข้ามาก่อนจะประทับตรงของบาราย พร้อมด้วยพระอัครราชธิดาสุพรรณทับทิม “เป็นอย่างไรบ้างลูกข้า” พระวรราชธิดากล่าวถวายบังคมก่อนจะตอบกลับไปว่า “ลูกสบายดีเพคะพระบิดา” พระเจ้ายโสวรมันทรงแย้มพระสลวล “แล้วเหงาไหม เดี๋ยวข้าจะได้ส่งนางกำนัลไปอยู่ด้วย” เมื่อได้ยินคำตรัสแห่งพระบิดา ทรงรีบตอบทันควัน “ไม่เป็นไรเพคะ ลูกไม่ชอบนางกำนัล”พระเจ้ายโสวรมันส่ายพระพักตร์เบาๆ “พระธิดาของพระเจ้ายโสวรมัน อันกำเนิดแด่พระมเหสีทั้งสามคนเป็นอะไรกันไปหมด ถึงไม่มีใครปรารถนานางกำนัล” พระราชธิดาทั้งสองพระองค์ต่างพากันแย้มพระสลวล “ข้าไปล่ะ ช่วยพระพี่นางให้ได้นะลูก อย่าให้นางตกอยู่ในมนต์ของหญิงชั่วนั่นอีก” พระงองค์ทรงตรัสด้วย                พระสุรเสียงอ่อนโยน “เพคะ ลูกจะช่วยพระพี่นางให้จงได้” นางบอกอย่างหนักแน่น “สุพรรณทับทิม อย่านอนดึกนะล่ะเจ้าน่ะ พรุ่งนี้มีพิธีต้อนรับเจ้าชายอุศมัต์ เขาเสร็จศึกจากจามปาแล้ว” เมื่อตรัสจบพระองค์ก็เดินจากไป  “เอ๋เจ้าชายอุศมันต์ เอ๊ะหรือว่า”
“หยุดพูดไปเลยนะเจ้า”  พระอัครราชธิดาสุพรรณทับทิบตวาดก้อง
“ข้าคงต้องทูลลา จะไปเตรียมพิธีต้อนรับเจ้าชายอุศมันต์” เมื่อพราหมณ์ออกไปแล้วพระอัครราชธิดาก็ทรงพระพักตร์บึ้ง “จะอะไรนักหนา ก็แค่ชนะพวกจาม” นางบอกพร้อมกับพระพักตร์บึ้ง คงมีแต่พระวรราชธิดาเท้านั้นแหละที่ยิ้มได้
เจ้าหน้าที่ทางตำรวจหลายคนกำลังซุ่มดู ในจุดที่สันนิฐานว่า อาจจะเกิดการลักพาตัวขึ้น รอบๆกายเงียบสนิทเมื่อเห็นผู้หญิงหน้าตาสวยคนหนึ่งเดินมาด้วยสายตาเหม่อลอย ชัยวารีพยายามเพ่งมองใบหน้านั้นอีกครั้ง เช่นเดียวกับนายตำรวจหลายคน แต่ยิ่งเพ่งนานเท่าไรใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นกลับเลือนราง และหายไป
เช้าวันรุ่งขึ้น
“นี่ผู้กอง ผมให้คุณไปจับตาดูนะ ไม่ได้ให้ไปนอนหลับกันแบบนั้น”
“ผมก็ดูอยู่นะครับ ผมเห็นผู้หญิงสวยคนหนึ่ง แต่มันมึนๆ เลือนราง แล้วก็วูบไปเลยครับ” ชัยวารีพยายามบอกกับผู้บังคับบัญชาการ
“ไม่ต้องมาแก้ตัว พวกคุณกลับไปคิดวางแผนกันใหม่เลยนะ คืนจันทร์ดับคืนต่อไปต้องคืบหน้ามากกว่านี้” เมื่อพูดจบก็เดินออกไปปล่อยให้ลูกน้องเครียดกับงานที่ได้รับมอบหมาย
“พวกนายเห็นเหมือนผมหรือเปล่า” ชัยวารีถามในขณะที่เอนตัวพิงกับโซฟาในห้องทำงาน “เหมือนกันนั่นแหละครับ เห็นผู้หญิงสวย แต่มองไม่เห็นหน้า ลางๆเลือนๆ ไงก็ไมรู้ครับ” จ่าคนหนึ่งตอบ “เอาเถอะ วันนี้พวกคุณไปพักก่อนแล้วกัน เดี๋ยวผมจะไปดูผู้เสียหายซะหน่อย”
ภายในห้องของโรงพยาบาลเอกชนในตัวเมืองกรุงเทพมหานคร
“คุณจำอะไรได้บ้างครับ” ชัยวารีเริ่มถามตามงานของตน
“ก็กำลังขับรถอยู่ครับ แต่จู่ก็เหมือนมันเลือนราง แล้วดับไปเลยครับ แล้วก็จำอะไรไม่ได้เลย” ผู้เสียหายบอกตามความเป็นจริง “ครับ ขอบคุณครับ” ชัยวารีส่ายหน้าผิดหวังกับคดีที่ไม่คืบหน้าไปไหนเลย “เอ่อ ผู้กองคะ คุณหมอเชิญที่ห้องค่ะ” ชัยวารีพยักหน้าแล้วเดินตามอกไป
“นี่ครับผู้กอง” คุณหมอส่งรูปที่ถ่ายจากผู้เสียหายตอนมาส่งที่โรงพยาบาลใหม่ๆ “มันไม่ได้มีแค่รอยปาดคอกับข้อมือเท่านั้น มันมีเกล็ดปลาขนาดใหญ่ สีคล้ายมรกตติดมาด้วย” คุณหมอกล่าว พร้อมกับยื่นเกล็ดนั้นให้กัยชัยอัคคี “แล้วทราบหรือเปล่าครับ ว่าเป็นเกล็ดอะไร” คุณหมอส่ายหน้า “ตอนแรกคิดว่าเป็นเกล็ดปลา แต่พอส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญ เขาบอกว่าไม่มีปลาที่มีเกล็ดลักษณะนี้ ผมก็เลยคิดอีกทีว่า น่าจะเป็นเกล็ดงู แต่ผู้เชี่ยวชาญก็บอกว่าไม่ใช่ เพราะเกล็ดมันใหญ่มากมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณหนึ่งเซนติเมตร ซึ่งใหญ่มาก”  ชัยวารีพยักหน้า “ขอบคุณ ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”
สำนักงานโบราณคดี
“เอากับมันสิ” ชัยอัคคีบ่นอย่างหัวเสียเมื่อตนเองตีความในจารึกไม่ออก เพราะมันปนกับภาษาสันสกฤต ซึ่งเขากำลังอยู่ในระยะเริ่มต้น พอคิดจะโทรไปหาผู้เชี่ยวชาญก็นึกเกรงใจเพราะเขาติดธุระอยู่ คงไม่สะดวกมากนัก “ไปคุณหยาดฟ้าดีกว่า”  ว่าแล้วก็คว้าแผ่นจารึกมาห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์แล้วห่อทับด้วยฟองน้ำอีกที เพื่อกันกระแทก
ปราสาทอมราวดี เมื่อชัยอัคคีจอดรถเสร็จแล้ว ก็ถือวิสาสะเดินเข้ามาในบ้านทันที
“เสียมารยาทจังเลยนะคะ เข้ามาแบบนี้” เสียงใสกังวานเอ่ยขึ้น ทำให้ชัยอัคคีหันไปดู ก็พบหยาดฟ้าอยู่ในชุดสบายๆเสื้อกล้ามสีขาวรัดรูปกับกางเกงขาสั้น เผยให้เห็นสัดส่วนอันเย้ายวนใจ  ชัยอัคคีมองอย่างไม่วางตา แล้วแซวว่า “นึกไม่ถึงว่าพระวรราชธิดามณีหยาดฟ้า จะมีสัดส่วนเย้ายวนใจบุรุษเช่นนี้”
เพี๊ยะ
“หยาบคาย เป็นถึงบุตรแห่งมหาขุนพล ทำไมถึงหยาบคายแบบนี้”  ชัยอัคคียืนนิ่ง ตะลึง ด้วยไม่คิดว่า แค่คำแซวเล่นๆแค่นี้ จะทำให้พระธิดาโกรธ “ผมขอโทษ ผมอยู่ที่นี่ตั้งแต่เล็กแล้วจึงซึมซับกับการกระทำของคนในยุคนี้ ผมไมรู้เรื่องธรรมเนียมในพระราชวัง” ชัยอัคคีบอกด้วยแววตาเศร้า “เอาเถอะค่ะ ฉันเองก็ต้องขอโทษคุณด้วยค่ะที่มือไวไปหน่อย ว่าแต่ วันนี้คุณมีอะไรหรือ ถึงได้มาหาฉันถึงที่นี่”
“ผมเอาจารึกมาให้คุณช่วยอ่านหน่อย เพราะผมอ่านไม่คล่องเดี๋ยวจะแปลความหมายผิด” ชัยอัคคีบอกจุดประสงค์ของตน เมื่อหยาดฟ้ารับแผ่นจารึกนั้นมาก็เตรียมตัวจะอ่าน แต่ก็ถูกเสียงของชัยอัคคีทัดทานไว้           “ผมว่า แค่คุณมองเนื้อความในจารึกนี่ คุณก็รู้แล้ว ว่าในจารึกนี่กล่าวถึงอะไร ผมว่าคุณเล่าให้ผมฟังดีกว่า”  หยาดฟ้ายิ้มก่อนจะเริ่มต้นเล่าเรื่องราว “พระบิดา ทรงมีพระกรแสรับสั่งให้พระพี่นาง พร้อมกับฉันไปสร้างเมืองใหม่ถวายแด่พระองค์ ผ่านไปเพียงสองปีเมืองใหม่ก็เสร็จสิ้น พระพี่นางส่งให้ทหารส่งสาสน์ถวายแด่พระบิดา พระองค์จึงจัดกระบวนเดินทางไปยังเมืองใหม่ เมื่อไปถึงก็ทรงพระราชทานเมืองใหม่ว่า กฤตยาตาลัย และมีการส่งขุนนางคนสนิทมาดูแลอยู่เนื่อง ด้วยความที่ว่าตอนนั้นฉันและพระพี่นางต่างเยาว์พระชันษา พระบิดาจึงยังไม่ไว้พระทัยที่จะให้ครองกฤตยาตาลัย” เมื่อฟังหยาดฟ้าพูดจบชัยอัคคีจึงเอ่ยความคิดเห็น “ที่ไม่ไว้พระทัยให้ครองเมือง นั่นอาจจะหมายถึงว่าพระองค์คงจะต้องการพระชามาดา มั้งครับ” คำพูดและรอยยิ้มหวานของชัยอัคคีทำให้หยาดฟ้ารู้ถึงความรู้สึกแปลกๆที่ก่อเกิดกลางดวงใจ แก้มออกสีชมพูระเรื่อ สร้างรอยยิ้มเอ็นดูแก่ชัยอัคคี
                เมืองยโสธรปุระกำลังวุ่นวายกำการจัดพิธีต้อนรับเจ้าชายอุศมันต์ ที่รบชนะจามปา โดยการรบครั้งนี้กินเวลานานถึงสามปี
                ณ ปราสาทราชมณเฑียร อันเป็นที่ว่าราชการของพระมหากษัตริย์ พระเจ้ายโสวรมันประทับนิ่ง พระพักตร์เจือด้วยรอยแย้มพระสลวล
                “พระบิดาแย้มพระสลวลแบบนี้ มีอะไรหรือเปล่าเพคะ” พระอัครราชธิดาทรงตรัสด้วยความแปลกพระทัย ตั้งแต่พระองค์ก้าวพระบาทเข้ามาในพระราชมณเฑียร พระบิดาก็ทรงแย้มสลวลตลอดเวลา พร้อมกับสายตาของเหล่าขุนนาง ที่ผิดแปลกไปจากเดิม
                “พ่อจะให้ลูกเป็นผู้ประกอบพิธีลงบารายอาบน้ำที่มาจากพนมกุเลนอันศักดิ์สิทธิ์พร้อมกับเจ้าชายอุศมันต์”
                “พระบิดา! ลูกไม่ยอมนะเพคะ เรื่องอะไรลูกถึงต้องลงบาราย”
                “แต่ลูกเป็นถึงพระอัครราชธิดาอีกทั้งยังมีเวทมนต์กฤติยา ถ้าลูกลงบารายด้วยพระราชพิธีจะศักสิทธิ์ยิ่งขึ้นอีกนะลูก” พระองค์พยายามเกลี้ยกล่อมพระอัครราชธิดา
                “แต่..แต่พระบิดา ลูกเป็นหญิงจะให้ลงบารากับ ผู้ชาย มันจะไม่ควรนะเพคะ” นางหาข้อกล่าวอ้างแก่พระบิดา “ไม่เป็นไรหรอกลูกข้า ในพิธีนี้จะมีแค่ท่านพราหมณ์เป็นผู้ทำพิธี และคนสำคัญในราชสำนัก ส่วนคนอื่นๆจะไม่ให้เข้ามา” พระองค์ตรัสตอบ “คนอื่นๆก็มี ทำไมต้องเป็นลูก” พระอัครราชธิดายังทรงไม่ยอม “ภายภาคหน้าเจ้าจะเป็นถึงมหารานี เจ้าเองก็มีเวทมนต์ ในการประกอบพิธีครั้งนี้หากเจ้าร่วมด้วย องค์พระศิวะมหาเทพจะประทานพรให้เหล่าปวงราษฏ์ให้อยู่อย่างร่มเย็นหรือเจ้าไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น” พระเจ้ายโสวรมันทรงใช้ประชาชนมากล่าวอ้างกับพระอัครราชธิดา ด้วยทรงแจ้งแก่พระทัยว่า พระอัครราชธิดารักและเป็นห่วงประชาชน ย่อมอยากให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีและมีความสุข
                “พระบิดา” พระอัครราชธิดาตรัสเสียงอ่อน
                “จะเอาอย่างไร ระหว่างขอพรจากองค์ศิวะให้ปวงราษฏ์มีความสุข กับปวงราษฏ์มีความทุกข์เมื่อไม่ได้รับพรจากพระองค์” พระเจ้ายโสวรมันทรงยื่นไม้ตายอีกครั้ง
                “เพคะ” พระอัครราชธิดาทรงยอมรับอย่างพระทัยอ่อน
                “ถ้าเช่นนั้น เชิญเสด็จที่บารายพระเจ้าค่ะ” มหาพราหมณ์กราบทูลอัญเชิญพระอัครราชธิดา
                บารายที่ทำพิธี ตรงขอบบารายเป็นรูปปั้นพญานาคเจ็ดเศียร ลำตัวทอดยาว ตรงกลางบารายมีสิงห์ยืนอ้าปากสี่ตัว ยืนหันหน้าสี่ทิศ และมีน้ำพุ่งมาจากปากเป็นละอองกระทบกับแสงแดดทำให้ดูงามตายิ่งขึ้นไปอีก       “พระธิดา ฉลองพระองค์ชุดนี้นะเพคะ” นางกำนัลคนหนึ่งบอก                                                                              “ฉลองพระองค์ชุดนี้ดีกว่าเพคะ สวยดี” นางกำนัลอีกคนแย้ง                                                                                 “แต่หม่อมฉันว่าฉลองพระองค์ชุดนี้ดีกว่าเพคะ” นางกำนัลอีกคนบอก                                                                   “จะอะไรนักหนา ชุดมันก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ จะต่างกันก็แค่สี จะให้เราใส่ชุดไหนก็เร็วๆ เราไม่โปรดนางกำนัล” พระองค์ตวาดก้อง นางกำนัลที่อยู่ในนั้นต่างตกใจลนลานหยิบผ้าไหมสีขาว และด้วยความลนลานพันผ้ารอบวรองค์ไม่แน่นนัก แต่พระอัครราชธิดาก็หาสนพระทัยไม่
                เมื่อพระองค์ก้าวออกมาจาห้องเปลี่ยนชุด เหล่าข้าราชบริพารต่างถวายบังคมและก้มหน้าลงตามประเพณี
                “ท่านพราหมณ์ ไหนละคนสำคัญของพิธี”  พระอัครธิดาเชิดพักตร์ตรัสถามทันที
                “อยู่ในห้องเตรียมตัวพระเจ้าค่ะ เราจัดพิธีกันเร็วไป กองทัพเพิ่งเดินมาถึงเมื่อเช้านี้ เจ้าชายจึงไม่มีเวลาเตรียมพระองค์ กระหม่อมเลยให้เจ้าชายเข้าห้องเตรียมพระองค์ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมพระเจ้าข้า” มหาพราหมณ์ตอบอย่างเต็มพิธีการ สุพรรณทับทิมจึงพยักหน้า “แล้วเมื่อใดกัน พิธีจึงจะเริ่ม” นางถาม “เมื่อใดที่เจ้าชายเตรียมพระองค์เสร็จก็เมื่อนั้นพระเจ้าข้า” ท่านพราหมณ์ตอบในขณะที่ตนเองกำลังวุ่นวายอยู่กับการจุดกำยาน และวางไว้บนแท่นพิธี
                สุพรรณทับทิมนั่งมองทิวทัศน์รอบๆเมืองยโศธรปุระ จากภูเขาสูงอันเป็นที่ตั้งของเมืองกฤตยาตาลัย ที่ไม่คอยมีใครขึ้นมามากนัก เนื่องจากพระนครยังขาดผู้ปกครอง พระเจ้ายโศวรมันจึงโปรดให้ประชาชนอยู่ที่  ยโศธรปุระ เสียก่อน
                “ทอดพระเนตรสิ่งใดพระเจ้าข้า” เสียงที่ไม่คุ้นหูดังขึ้น ส่งผลให้พระนางยันวรองค์ลุกขึ้นทันที พลางทอดพระเนตรผู้บุกรุก เมืองกฤตยาตาลัย “ท่านเป็นใคร เหตุใดจึงเข้ามาได้ เมืองนี้มีเวทมนต์กำบัง” ทรงตรัสถามชายนิรนามในความรู้สึกของพระองค์ “ในเมื่อฝ่าพระบาทเข้ามาได้ แล้วทำไม หม่อมฉันถึงจะเข้ามาไม่ได้!

วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เทวีแห่งแดนอาถรรพ์ ตอนที่ 2 กายหยาบมหาพราหมณ์ผู้ทรงเวทย์

ตอนที่ 2 กายหยาบมหาพราหมณ์เฒ่าผู้ทรงเวทย์
ณ ปราสาทอมราวดี ปราสาทแห่งเจ้ากัมระเตงอัญยศรีชเยนทรวรรม ซึ่งบัดนี้กลายเป็นที่พักอาศัยชั่วคราวของหญิงสาวที่มาจากอดีต
เธอเดินเข้าไปในตัวปราสาทแล้วเดินลงมาในชั้นใต้ดินตลอดทางเดินเข้ามามีคบไฟตั้งเรียงราย เธอเดินเข้ามาและก้าวมายืนอยู่ตรงสระสรงหรือภาษาโบราณเรียกว่า บาราย รอบๆมุมสี่มุมของบารายประดับด้วยเศียรของนาคราชสามเศียรดวงตาประดับด้วยหินทับทิมสีแดงแลดูน่าเกรงขาม ถัดไปด้านหลังของบารายมีรูปปั้นพญาครุฑสยายปีกที่ในมือถือคบไฟอันใหญ่ไว้ทั้งสองข้าง
เธอนั่งลงตรงขอบของบารายพร้อมกับร่ายมนต์ เสียงร่ายดังก้องสะท้อนทั่วใต้ดิน พลัน! ทันใดนนั้นน้ำที่อยู่ในบารายก็ปรากฏภาพของพราหมณ์เฒ่าผู้ประกอบพิธีสำคัญทางศาสนาและเป็นราชครูสอนมนต์วิชาแก่พระโอรสและพระธิดาในวัง ข้างๆกายของพราหมณ์เฒ่าปรากฏร่างหญิงสาวสวยวัยไล่เลี่ยกับหยาดฟ้าแต่ดูเหมือนว่าหยาดฟ้าจะอายุน้อยกว่าผู้หญิงคนนั้นซักสองสามปี
ถวายบังคมพระเจ้าข้าพระวรราชธิดาพราหมณ์เฒ่าผู้ทรงไสยเวทกล่าวถวายบังคมแด่เธอ  มีอะไรคืบหน้าบ้างหรือเปล่าหยาดฟ้าคราวนี้หญิงสาวตาคม ที่เรือนร่างสง่างามเป็นที่หมายปองแก่บุรุษทั่วธานี    ยังเลยเพคะพระพี่นาง  ช่วงสองปีที่น้องอยู่ที่นี่มีแต่ข่าวว่า ในคืนจันทร์ดับ จะมีผู้หญิงและผู้ชายที่อายุประมาณสิบเจ็ดถึงสามสิบปีหายไปในคืนจันทร์ดับพอวันรุ่งขึ้นพวกเขาก็กลับมาพร้อมกับรอยเหมือนของมีคมปาดที่คอและเป็นแผลเป็น แล้วก็จำอะไรไม่ได้เลยว่าตัวเองไปไหนมา แถมเหล่าทหารที่คนที่นี่เรียกว่าตำรวจยังไม่สามารถจับคนร้ายได้เลยเพคะหยาดฟ้าเล่าเรื่องราวในโลกนี้ให้พราหมณ์เฒ่าและพระพี่นางของเธอฟัง ข้าว่าคงเป็นนางนั่นแหละ เพียงแต่เรายังจับช่องทางไม่ได้พราหมณ์เฒ่าแห่งราชสำนักกล่าวถวายความคิดเห็น ก็ท่านนั่นแหละ เป็นถึงมหาพราหมณ์ผู้ทรงไสยเวท แต่ทำไมถึงจับตัวนางไม่ได้ซักทีปล่อยให้นางหนีข้ามกาลเวลา จนต้องมาเดือดร้อนข้าอีกเมื่อได้ฟังคำพูดของพระวรราชธิดาแล้วพราหมณ์เฒ่าก็ส่ายหน้าระอาพร้อมกับถวามบังคมลาแล้วเดินออกจากห้องพิธีไป เอ้า ท่าพราหมณ์ ท่านพราหมณ์เมื่อเรียกแล้วอีกฝ่ายไม่ยอมหันกลับมาเธอก็กอดอกพลางถอดใจเฮือกใหญ่ อะไรกัน พระวรราชธิดาแห่งพระบาทกัมระเตงอัญสียโสวรมันทำไมถึงไม่มีความอดทนเอาซะเลยสาวสวยตาคมที่มีศักดิ์เป็นพระพี่นางหยอกเย้า พระพี่นางก็พูดได้นี่ ทำไมไม่ลองมาเป็นหม่อมฉันดูล่ะเพคะใบหน้าสวยงอง้ำ สร้างความเอ็นดูแด่พระพี่นางเป็นอย่างยิ่ง ก็แล้วใครใช้ให้เจ้า วิ่งตามนางเข้าไปในวนมิติล่ะห้ามแล้วก็ไม่เคยฟัง ยังดีที่มีช่องทางติดต่อกันได้บ้าง ไม่งั้นชาตินี้เจ้าก็คงไม่ได้พบหน้าข้ากับพระบิดาเจ้าหรอกนางบอก นี่ก็ดึกมากแล้ว เจ้าไปนอนเถอะไม่วายยังไล่พระขนิษฐาให้ไปเข้านอน หยาดฟ้าทำตามแต่โดยดี
ไอ้ครุฑ เป็นไงพอจะอ่านออกไหมภัทรนนท์ถามชัยอัคคีที่กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการอ่านจารึกโบราณที่พบในเมืองยโศธรปุระ โดยจารึกนี้มีความสมบูรณ์มากที่สุด ก็ได้นะครับพี่ แต่บางคำอักษรมันลางๆมองไม่ค่อยชัด บางคำแปลไม่ได้เลยก็มีชัยอัคคีตอบโดยไม่เงยหน้ามองคนถาม เออ อ่านไปเดี๋ยวพี่จะไปทำธุระซะหน่อย ถ้ามีใครมาหาพี่ก็บอกว่าพี่ไปทำธุระก่อนจะไปทำธุระภัทรนนท์ก็ยังสั่งเสียก่อนจะออกจากห้องทำงานของชัยอัคคี
ณ ปราสาทตรีศูรปราสาทที่ก่อเกิดด้วยเวทมนต์อยู่ในส่วนลึกของตัวเมืองกรุงเทพมหานครที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นนัก บรรยากาศรอบๆตัวปราสาทดูร่มรื่นน่าอยู่มากนัก มีต้นไม้ที่แปลกตาและหายากในปัจจุบัน
ไม่เข้าใจจริงๆ พระแม่ย่าจะทรงทำอะไรเสียงอันทรงอำนาจเอ่ยขึ้นกับนาคราช สัตว์เลี้ยงคู่ใจ เอ่อเอ่อ นั่นสิพระเจ้าค่ะ ข้าพระพุทธเจ้าก็หาทราบเกล้าไม่พระเจ้าค่ะนาคราชกล่าว ข้าจะไปหาครุฑ ขับรถไปให้ข้าด้วยนางสั่งซึ่งเป็นธรรมดาผู้ที่อยู่ใต้บารมีต้องทำตาม
รถยนต์ยี่ห้อจากัวร์ เดมเลอร์ มาเจสติ วิ่งเข้ามาจอดในตัวบ้านหลังใหญ่ที่มีสถาปัตยกรรมขอมโดยตัวบ้านทำด้วยอิฐโบราณที่มีมูลค่าสูงถึงหลักล้านต่อหินหนึ่งพันก้อน ภายในตัวบ้านมีภาพเกี่ยวกับพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์ ฮินดูของอาณาจักรขอม หญิงสาวเดินเข้าไปในบ้านอย่างคุ้นทางแล้วก็ไปหยุดที่ห้องๆหนึ่งแล้วเคาะประตูตามมารยาท แล้วเปิดเข้าไปเลยโดยไม่ทันได้ยินเสียงอนุญาตจากเจ้าของบ้าน
ยุ่งหรือเปล่าคะพราวพิลาศเอ่ยถามเจ้าของบ้านซึ่งตอนนี้เงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน ไม่ยุ่งหรอกครับ ผมไม่รู้ว่าคุณจะมา ก็เลยไม่ได้ไปต้อนรับ ขอโทษด้วยนะครับเธอยิ้มกว้างแล้วบอกว่า ไม่เป็นไรค่ะ นี่ค่ะหนังสือที่คุณต้องการ เมื่อคืนหาแทบตายเลยล่ะ เธอบอกด้วยน้ำเสียงติดตลก พร้อมกับยื่นหนังสือที่เขาต้องการอีกฝ่ายรับมาก่อนจะขอบคุณ คุณจะเอาอะไรไหมครับ เดี๋ยวผมจะไปเอามาให้เจ้าบ้านถามอย่างสุภาพ ไม่ล่ะคะ นี่เอาหนังสือมาให้คุณเฉยๆ งั้นขอตัวกลับเลยนะคะเธอบอกพร้อมกับลุกขึ้นแล้วเดินออกมา ตามด้วยเจ้าของบ้านเดินมาส่ง
ไง ไอ้ครุฑ เครียดเชียวมีอะไรหรือเปล่าชัยวารี หรือ นาคา ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆของชัยอัคคี โดยหลวงตาที่เลี้ยงพวกเขาทั้งสองคนบอกว่า พวกเขาเกิดห่างกันแค่สิบนาทีเท่านั้นเอง งานนิดหน่อย สับสนเป็นบ้า ตัวอักษรเลือนรางพอดูชัยอัคคีบอกกับพี่ชาย เออๆ ทำไปเหอะยังไงก็งาน เอ้อ พรุ่งนี้วันเกิดครบยี่สิบหก ปีของพวกเรานะ อย่าลืมเคลียงานให้เรียบร้อยนะเว้ยชัยวารีย้ำเตือนน้องชายก่อนจะขึ้นไปบนห้อง เออ ว่าแต่คนอื่นเขา ตัวเองล่ะจับผู้ร้ายที่ลักพาตัวคนไปในคืนจันทร์ดับได้หรือยังล่ะชัยอัคคีตะโกนต่อท้าย แต่ชัยวารีก็ไม่ได้สนใจ
เช้าวันรุ่งขึ้นที่ปราสาทอมราวดี หยาดฟ้าตื่นขึ้นมาตามปกติเธอล้างหน้าและอาบน้ำ ก่อนจะแต่งชุดด้วยชุดผ้าไหมสีปีกแมลงทับ ปักลวดลาย
บรรยากาศที่สงบร่มรื่นภายในวัดส่งผลทำให้หญิงสาวหายใจอย่างเต็มปอด หยาดฟ้าเพิ่งจะมาที่นี่เป็นครั้งแรก ตามคำแนะนำของเหล่าคุณหญิง คุณนาย คุณชาย ทั้งหลาย
แหม โลกมันกลมจริงๆเลยนะครับเนี่ย ไม่คิดว่าจะเจอคุณหยาดฟ้าที่นี่น้ำเสียงที่คุ้นหู แต่ก็จำไม่ได้ว่าเป็นใคร แต่เมื่อเธอหันมาก็จำได้ทันที คุณชัยอัคคียิ้มกว้าง ผมชื่อชัยอัคคี ครับอีกฝ่ายบอกชื่อตัวเองอีกครั้งเมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำท่าจะเรียกชื่อตนไม่ถูก อ๋อค่ะ จำได้แล้ว คุณคนที่เล่าพระราชประวัติของพระบิดาคำพูดที่หลุดจากปากของหยาดฟ้าทำให้ชัยอัคคีจ้องอย่างไม่แน่ใจว่าตนเองหูฝาดไปหรือเปล่า พระอะไรนะครับชัยอัคคีถามอกไปอีกครั้ง เอ่อ..พระบาทน่ะค่ะ เพราะปกติกษัตริย์ขอมจะขึ้นต้นพระนามด้วยพระบาทเธอตอบอย่างทันควันเพื่อไม่ให้เขาจับพิรุธอะไรได้ อ๋อ ใช่ครับกษัตริย์เขมรจะขึ้นต้นพระนามด้วยพระบาทเอ๋ คุณหยาดฟ้าท่าจะรู้เรื่องราวของกษัตริย์ขอมดีนะครับเนี่ยชัยอัคคีกล่าว ไม่หรอกค่ะ แค่สนใจหยาดฟ้ากล่าวตามความเป็นจริงเพราะนอกจากพระราชประวัติของพระบิดาแล้วกษัตริย์ขอมพระองค์ก่อนเธอไม่เคยรู้เลย
ครุฑ ทำอะไรอยู่ว่ะชัยวารีเดินเข้ามาหาน้องชาย คุยกับเพื่อนอยู่น่ะคำตอบของชัยอัคคีก็ทำให้ชัยวารีหันไปมองผู้ที่น้องชายบอกว่าเป็นเพื่อน ก่อนจะตกตะลึงประหนึ่งต้องศรกามเทพบุตร ตรงหน้าเขาคือหญิงงามโฉมสะคราญ ราวกับจุติจากสวรรค์  ชัยอัคคีเห็นอาการของพี่ชายจึงรีบกระแทกศอกใส่ท้องของชัยวารีทันที เห้ย อะไรวะ เมื่อเห็นสายตาของน้องชายเขารู้โดยสัญชาตญาณทันทีเลยว่า ผู้หญิงคนนี้ ไอ้ครุฑมันหวงนี่ชัยวารี พี่ชายชายผมครับ แล้วนี่ก็คุณหยาดฟ้าชัยอัคคีแนะนำพี่ชาย สวัสดีคะหยาดฟ้ากล่าวทักทายกับชัยวารี เมื่อทักทายกันเสร็จ ชัยอัคคีก็ชวนหยาดฟ้าเข้าไปในโบสถ์เพื่อไปกราบหลวงพ่อ ที่เคยเลี้ยงพวกเขามาจนเติบใหญ่ เมื่อหยาดฟ้าเข้าไปในโบสถ์แล้ว ก็ต้องตะลึง เมื่อเห็นหน้าหลวงพ่อชัด จึงเผลองครางออกมา ท่าพราหมณ์คำพูดของหยาดฟ้าสร้างความงุนงงแก่ชัยวารีเป็นอย่างมาก แต่สำหรับชัยอัคคีแล้ว ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะเขารู้อะไรมากกว่านี้
มหาขุนพลเฒ่าแห่งยโศธรปุระท่านได้นิพพานไปแล้วเมื่อพันปีก่อน อาตมาเป็นแค่ร่างกายหยาบของเขา แต่วิญญาณไม่ใช่พระภิกษุชราที่เป็นถึงพระเกจิอาจารย์ผู้มีญาณหยั่งรู้ อดีตและอนาคต เอ่อ ขอประทานโทษเจ้าค่ะหยาดฟ้ากล่าว ในขณะที่ตนกำลังมึนๆอยู่ ส่วนชัยวารีนั้นแม้จะสงสัยสักแค่ไหนแต่ก็ต้องเก็บเอาไว้ รอถามน้องชาย คืนนี้เป็นคืนจันทร์ดับ พวกโยมระวังตัวกันเอาไว้ด้วย อาตมาคงจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วน้ำเสียงเนิบช้า กังวาน สร้างความศรัทธาแก่ผู้ฟัง ทำไมหลวงพ่อพูดแบบนั้นล่ะครับชัยวารีร้องถามออกไปอย่างตกใจ ที่ท่านพูดเป็นลาง อาตมาอยากจะบอกถึงถิ่นกำเนิดของพวกโยม พวกโยมทั้งสองมาจากอดีตอันไกลโพ้น มหาขุนพลผู้ทรงเวทนามกัลป์ยุ เป็นคนพาพวกเจ้ามาที่และฝากไว้กับอาตมาก่อนที่ท่านจะตัดสินใจดับชีพลง อาตมาพูดได้แค่นี้ ถ้าพูดมากไปอาจจะฝืนกฏแห่งกรรมเมื่อท่านพูดจบชัยอัคคีก็บอกว่า เรื่องนั้น ผมรู้แล้วครับชัยวารีโวยวายขึ้นทันที อ้าว แล้วทำไมฉันถึงไม่รู้ล่ะ ไอ้ครุฑชัยวารีนึกโมโหน้องชายที่รู้เรื่องที่ตนอยากรู้มานานแต่ไม่เคยบอกซะคำ เอาน่า กลับไปบ้านเดี๋ยวฉันเล่าให้ฟัง ในขณะที่สองพี่น้องพูดกันอยู่นั้น หยาดฟ้าก็รู้สึกสะดุดหูกับคำว่า อดีตอันไกลโพ้น กับคำว่ามหาปุโรหิตผู้ทรงเวท เพราะในสมัยที่เธออยู่นั้น คนที่จะได้รับยกย่องว่าเป็นมหาปุโรหิตนั้น ต้องเก่งกล้า สามารถจริงๆ ถึงจะได้รับการยกย่อง ซึ่งสมัยนั้นมีอยู่ไม่กี่คน
หลังจากที่ทั้งสามคนสนทนาธรรมกับพระภิกษุชราเสร็จแล้วก็ขอตัวกลับ เอ่อ คุณหยาดฟ้าขับรถมาใช่ไหมครับชัยวารีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ เอ่อ ค่ะชัยวารียิ้มกริ่ม งั้นผมฝากครุฑ ด้วยล่ะกันนะครับ เพราะว่าผมต้องขับรถไปทำงาน มีงานด่วนเข้ามา ไปล่ะนะ ฝากครุฑด้วยชัยวารีรีบเดินขึ้นรถทันทีโดยที่หยาดฟ้าไม่ทันได้ปฏิเสธ แหม คุณคงไม่ใจร้ายใจดำปล่อยให้ผมนั่งรถเมล์ไปหรอกใช่ไหมครับ มาเดี๋ยวผมขับรถให้ไม่ทันที่เจ้าของรถได้อนุญาตเขาก็คว้ากุญแจรถที่อยู่ในมือของเธอไป เอ๊ะ นี่คุณพูดได้แค่นี้ก็ตามเขาไปนั่งในรถ คุณทำแบบนี้รู้หรือเปล่าว่ามันไร้มารยาท ถ้าเป็นชาวเมืองพระนครคงไม่มีกริยาวาจาแบบนี้หรอกหยาดฟ้าเบิกตาโพลงทันทีเมื่อรู้ว่าตัวเองพลาดเสียแล้ว ชาวเมืองพระนคร คุณหมายถึงยโศธรปุระหรือครับคำถามแกมรู้ทันของชัยอัคคีทำให้หยาดฟ้าหันมาแล้วพูดว่า คุณ..เป็นใครกันแน่ เมื่อกี้ท่านพราหมณ์ เอ้ย ไม่สิ หลวงพ่อท่านบอกว่าคุณสองคนมาจากอดีตอันไกลโพ้นชัยอัคคียิ้ม อืมม เอาไว้คืนนี้เดี๋ยวคุณก็รู้ ชัยอัคคีพูดเป็นปริศนาทิ้งท้ายเอาไว้