ตอนที่ 2 กายหยาบมหาพราหมณ์เฒ่าผู้ทรงเวทย์
ณ ปราสาทอมราวดี ปราสาทแห่งเจ้ากัมระเตงอัญยศรีชเยนทรวรรม ซึ่งบัดนี้กลายเป็นที่พักอาศัยชั่วคราวของหญิงสาว…ที่มาจากอดีต
เธอเดินเข้าไปในตัวปราสาทแล้วเดินลงมาในชั้นใต้ดินตลอดทางเดินเข้ามามีคบไฟตั้งเรียงราย เธอเดินเข้ามาและก้าวมายืนอยู่ตรงสระสรงหรือภาษาโบราณเรียกว่า บาราย รอบๆมุมสี่มุมของบารายประดับด้วยเศียรของนาคราชสามเศียรดวงตาประดับด้วยหินทับทิมสีแดงแลดูน่าเกรงขาม ถัดไปด้านหลังของบารายมีรูปปั้นพญาครุฑสยายปีกที่ในมือถือคบไฟอันใหญ่ไว้ทั้งสองข้าง
เธอนั่งลงตรงขอบของบารายพร้อมกับร่ายมนต์ เสียงร่ายดังก้องสะท้อนทั่วใต้ดิน พลัน! ทันใดนนั้นน้ำที่อยู่ในบารายก็ปรากฏภาพของพราหมณ์เฒ่าผู้ประกอบพิธีสำคัญทางศาสนาและเป็นราชครูสอนมนต์วิชาแก่พระโอรสและพระธิดาในวัง ข้างๆกายของพราหมณ์เฒ่าปรากฏร่างหญิงสาวสวยวัยไล่เลี่ยกับหยาดฟ้าแต่ดูเหมือนว่าหยาดฟ้าจะอายุน้อยกว่าผู้หญิงคนนั้นซักสองสามปี
“ถวายบังคมพระเจ้าข้าพระวรราชธิดา” พราหมณ์เฒ่าผู้ทรงไสยเวทกล่าวถวายบังคมแด่เธอ “มีอะไรคืบหน้าบ้างหรือเปล่าหยาดฟ้า” คราวนี้หญิงสาวตาคม ที่เรือนร่างสง่างามเป็นที่หมายปองแก่บุรุษทั่วธานี “ยังเลยเพคะพระพี่นาง ช่วงสองปีที่น้องอยู่ที่นี่มีแต่ข่าวว่า ในคืนจันทร์ดับ จะมีผู้หญิงและผู้ชายที่อายุประมาณสิบเจ็ดถึงสามสิบปีหายไปในคืนจันทร์ดับพอวันรุ่งขึ้นพวกเขาก็กลับมาพร้อมกับรอยเหมือนของมีคมปาดที่คอและเป็นแผลเป็น แล้วก็จำอะไรไม่ได้เลยว่าตัวเองไปไหนมา แถมเหล่าทหารที่คนที่นี่เรียกว่าตำรวจยังไม่สามารถจับคนร้ายได้เลยเพคะ” หยาดฟ้าเล่าเรื่องราวในโลกนี้ให้พราหมณ์เฒ่าและพระพี่นางของเธอฟัง “ข้าว่าคงเป็นนางนั่นแหละ เพียงแต่เรายังจับช่องทางไม่ได้” พราหมณ์เฒ่าแห่งราชสำนักกล่าวถวายความคิดเห็น “ก็ท่านนั่นแหละ เป็นถึงมหาพราหมณ์ผู้ทรงไสยเวท แต่ทำไมถึงจับตัวนางไม่ได้ซักทีปล่อยให้นางหนีข้ามกาลเวลา จนต้องมาเดือดร้อนข้าอีก” เมื่อได้ฟังคำพูดของพระวรราชธิดาแล้วพราหมณ์เฒ่าก็ส่ายหน้าระอาพร้อมกับถวามบังคมลาแล้วเดินออกจากห้องพิธีไป “เอ้า ท่าพราหมณ์ ท่านพราหมณ์” เมื่อเรียกแล้วอีกฝ่ายไม่ยอมหันกลับมาเธอก็กอดอกพลางถอดใจเฮือกใหญ่ “อะไรกัน พระวรราชธิดาแห่งพระบาทกัมระเตงอัญสียโสวรมันทำไมถึงไม่มีความอดทนเอาซะเลย” สาวสวยตาคมที่มีศักดิ์เป็นพระพี่นางหยอกเย้า “พระพี่นางก็พูดได้นี่ ทำไมไม่ลองมาเป็นหม่อมฉันดูล่ะเพคะ” ใบหน้าสวยงอง้ำ สร้างความเอ็นดูแด่พระพี่นางเป็นอย่างยิ่ง “ก็แล้วใครใช้ให้เจ้า วิ่งตามนางเข้าไปในวนมิติล่ะห้ามแล้วก็ไม่เคยฟัง ยังดีที่มีช่องทางติดต่อกันได้บ้าง ไม่งั้นชาตินี้เจ้าก็คงไม่ได้พบหน้าข้ากับพระบิดาเจ้าหรอก” นางบอก “นี่ก็ดึกมากแล้ว เจ้าไปนอนเถอะ” ไม่วายยังไล่พระขนิษฐาให้ไปเข้านอน หยาดฟ้าทำตามแต่โดยดี
“ไอ้ครุฑ เป็นไงพอจะอ่านออกไหม” ภัทรนนท์ถามชัยอัคคีที่กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการอ่านจารึกโบราณที่พบในเมืองยโศธรปุระ โดยจารึกนี้มีความสมบูรณ์มากที่สุด “ก็ได้นะครับพี่ แต่บางคำอักษรมันลางๆมองไม่ค่อยชัด บางคำแปลไม่ได้เลยก็มี” ชัยอัคคีตอบโดยไม่เงยหน้ามองคนถาม “เออ อ่านไปเดี๋ยวพี่จะไปทำธุระซะหน่อย ถ้ามีใครมาหาพี่ก็บอกว่าพี่ไปทำธุระ” ก่อนจะไปทำธุระภัทรนนท์ก็ยังสั่งเสียก่อนจะออกจากห้องทำงานของชัยอัคคี
ณ ปราสาทตรีศูรปราสาทที่ก่อเกิดด้วยเวทมนต์อยู่ในส่วนลึกของตัวเมืองกรุงเทพมหานครที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นนัก บรรยากาศรอบๆตัวปราสาทดูร่มรื่นน่าอยู่มากนัก มีต้นไม้ที่แปลกตาและหายากในปัจจุบัน
“ไม่เข้าใจจริงๆ พระแม่ย่าจะทรงทำอะไร” เสียงอันทรงอำนาจเอ่ยขึ้นกับนาคราช สัตว์เลี้ยงคู่ใจ “เอ่อ…เอ่อ นั่นสิพระเจ้าค่ะ ข้าพระพุทธเจ้าก็หาทราบเกล้าไม่พระเจ้าค่ะ” นาคราชกล่าว “ข้าจะไปหาครุฑ ขับรถไปให้ข้าด้วย” นางสั่งซึ่งเป็นธรรมดาผู้ที่อยู่ใต้บารมีต้องทำตาม
รถยนต์ยี่ห้อจากัวร์ เดมเลอร์ มาเจสติ วิ่งเข้ามาจอดในตัวบ้านหลังใหญ่ที่มีสถาปัตยกรรมขอมโดยตัวบ้านทำด้วยอิฐโบราณที่มีมูลค่าสูงถึงหลักล้านต่อหินหนึ่งพันก้อน ภายในตัวบ้านมีภาพเกี่ยวกับพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูของอาณาจักรขอม หญิงสาวเดินเข้าไปในบ้านอย่างคุ้นทางแล้วก็ไปหยุดที่ห้องๆหนึ่งแล้วเคาะประตูตามมารยาท แล้วเปิดเข้าไปเลยโดยไม่ทันได้ยินเสียงอนุญาตจากเจ้าของบ้าน
“ยุ่งหรือเปล่าคะ” พราวพิลาศเอ่ยถามเจ้าของบ้านซึ่งตอนนี้เงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน “ไม่ยุ่งหรอกครับ ผมไม่รู้ว่าคุณจะมา ก็เลยไม่ได้ไปต้อนรับ ขอโทษด้วยนะครับ” เธอยิ้มกว้างแล้วบอกว่า “ไม่เป็นไรค่ะ นี่ค่ะหนังสือที่คุณต้องการ เมื่อคืนหาแทบตายเลยล่ะ” เธอบอกด้วยน้ำเสียงติดตลก พร้อมกับยื่นหนังสือที่เขาต้องการอีกฝ่ายรับมาก่อนจะขอบคุณ “คุณจะเอาอะไรไหมครับ เดี๋ยวผมจะไปเอามาให้” เจ้าบ้านถามอย่างสุภาพ “ไม่ล่ะคะ นี่เอาหนังสือมาให้คุณเฉยๆ งั้นขอตัวกลับเลยนะคะ” เธอบอกพร้อมกับลุกขึ้นแล้วเดินออกมา ตามด้วยเจ้าของบ้านเดินมาส่ง
“ไง ไอ้ครุฑ เครียดเชียวมีอะไรหรือเปล่า” ชัยวารี หรือ นาคา ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆของชัยอัคคี โดยหลวงตาที่เลี้ยงพวกเขาทั้งสองคนบอกว่า พวกเขาเกิดห่างกันแค่สิบนาทีเท่านั้นเอง “งานนิดหน่อย สับสนเป็นบ้า ตัวอักษรเลือนรางพอดู” ชัยอัคคีบอกกับพี่ชาย “เออๆ ทำไปเหอะยังไงก็งาน เอ้อ พรุ่งนี้วันเกิดครบยี่สิบหก ปีของพวกเรานะ อย่าลืมเคลียงานให้เรียบร้อยนะเว้ย” ชัยวารีย้ำเตือนน้องชายก่อนจะขึ้นไปบนห้อง “เออ ว่าแต่คนอื่นเขา ตัวเองล่ะจับผู้ร้ายที่ลักพาตัวคนไปในคืนจันทร์ดับได้หรือยังล่ะ” ชัยอัคคีตะโกนต่อท้าย แต่ชัยวารีก็ไม่ได้สนใจ
เช้าวันรุ่งขึ้นที่ปราสาทอมราวดี หยาดฟ้าตื่นขึ้นมาตามปกติเธอล้างหน้าและอาบน้ำ ก่อนจะแต่งชุดด้วยชุดผ้าไหมสีปีกแมลงทับ ปักลวดลาย
บรรยากาศที่สงบร่มรื่นภายในวัดส่งผลทำให้หญิงสาวหายใจอย่างเต็มปอด หยาดฟ้าเพิ่งจะมาที่นี่เป็นครั้งแรก ตามคำแนะนำของเหล่าคุณหญิง คุณนาย คุณชาย ทั้งหลาย
“แหม โลกมันกลมจริงๆเลยนะครับเนี่ย ไม่คิดว่าจะเจอคุณหยาดฟ้าที่นี่” น้ำเสียงที่คุ้นหู แต่ก็จำไม่ได้ว่าเป็นใคร แต่เมื่อเธอหันมาก็จำได้ทันที “คุณ…” ชัยอัคคียิ้มกว้าง “ผมชื่อชัยอัคคี ครับ” อีกฝ่ายบอกชื่อตัวเองอีกครั้งเมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำท่าจะเรียกชื่อตนไม่ถูก “อ๋อค่ะ จำได้แล้ว คุณคนที่เล่าพระราชประวัติของพระบิดา” คำพูดที่หลุดจากปากของหยาดฟ้าทำให้ชัยอัคคีจ้องอย่างไม่แน่ใจว่าตนเองหูฝาดไปหรือเปล่า “พระ…อะไรนะครับ” ชัยอัคคีถามอกไปอีกครั้ง “เอ่อ..พระบาทน่ะค่ะ เพราะปกติกษัตริย์ขอมจะขึ้นต้นพระนามด้วยพระบาท” เธอตอบอย่างทันควันเพื่อไม่ให้เขาจับพิรุธอะไรได้ “อ๋อ ใช่ครับกษัตริย์เขมรจะขึ้นต้นพระนามด้วยพระบาท…เอ๋ คุณหยาดฟ้าท่าจะรู้เรื่องราวของกษัตริย์ขอมดีนะครับเนี่ย” ชัยอัคคีกล่าว “ไม่หรอกค่ะ แค่สนใจ” หยาดฟ้ากล่าวตามความเป็นจริงเพราะนอกจากพระราชประวัติของพระบิดาแล้วกษัตริย์ขอมพระองค์ก่อนเธอไม่เคยรู้เลย
“ครุฑ ทำอะไรอยู่ว่ะ” ชัยวารีเดินเข้ามาหาน้องชาย “คุยกับเพื่อนอยู่น่ะ” คำตอบของชัยอัคคีก็ทำให้ชัยวารีหันไปมองผู้ที่น้องชายบอกว่าเป็นเพื่อน ก่อนจะตกตะลึงประหนึ่งต้องศรกามเทพบุตร ตรงหน้าเขาคือหญิงงามโฉมสะคราญ ราวกับจุติจากสวรรค์ ชัยอัคคีเห็นอาการของพี่ชายจึงรีบกระแทกศอกใส่ท้องของชัยวารีทันที “เห้ย อะไรวะ” เมื่อเห็นสายตาของน้องชายเขารู้โดยสัญชาตญาณทันทีเลยว่า ผู้หญิงคนนี้ ไอ้ครุฑมันหวง “นี่ชัยวารี พี่ชายชายผมครับ แล้วนี่ก็คุณหยาดฟ้า”ชัยอัคคีแนะนำพี่ชาย “สวัสดีคะ” หยาดฟ้ากล่าวทักทายกับชัยวารี เมื่อทักทายกันเสร็จ ชัยอัคคีก็ชวนหยาดฟ้าเข้าไปในโบสถ์เพื่อไปกราบหลวงพ่อ ที่เคยเลี้ยงพวกเขามาจนเติบใหญ่ เมื่อหยาดฟ้าเข้าไปในโบสถ์แล้ว ก็ต้องตะลึง เมื่อเห็นหน้าหลวงพ่อชัด จึงเผลองครางออกมา “ท่าพราหมณ์” คำพูดของหยาดฟ้าสร้างความงุนงงแก่ชัยวารีเป็นอย่างมาก แต่สำหรับชัยอัคคีแล้ว ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะเขารู้อะไร…มากกว่านี้
“มหาขุนพลเฒ่าแห่งยโศธรปุระท่านได้นิพพานไปแล้วเมื่อพันปีก่อน อาตมาเป็นแค่ร่างกายหยาบของเขา แต่วิญญาณไม่ใช่” พระภิกษุชราที่เป็นถึงพระเกจิอาจารย์ผู้มีญาณหยั่งรู้ อดีตและอนาคต “เอ่อ ขอประทานโทษเจ้าค่ะ” หยาดฟ้ากล่าว ในขณะที่ตนกำลังมึนๆอยู่ ส่วนชัยวารีนั้นแม้จะสงสัยสักแค่ไหนแต่ก็ต้องเก็บเอาไว้ รอถามน้องชาย “คืนนี้เป็นคืนจันทร์ดับ พวกโยมระวังตัวกันเอาไว้ด้วย อาตมาคงจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว” น้ำเสียงเนิบช้า กังวาน สร้างความศรัทธาแก่ผู้ฟัง “ทำไมหลวงพ่อพูดแบบนั้นล่ะครับ” ชัยวารีร้องถามออกไปอย่างตกใจ ที่ท่านพูดเป็นลาง “อาตมาอยากจะบอกถึงถิ่นกำเนิดของพวกโยม พวกโยมทั้งสองมาจากอดีตอันไกลโพ้น มหาขุนพลผู้ทรงเวทนามกัลป์ยุ เป็นคนพาพวกเจ้ามาที่และฝากไว้กับอาตมาก่อนที่ท่านจะตัดสินใจดับชีพลง อาตมาพูดได้แค่นี้ ถ้าพูดมากไปอาจจะฝืนกฏแห่งกรรม” เมื่อท่านพูดจบชัยอัคคีก็บอกว่า “เรื่องนั้น ผมรู้แล้วครับ” ชัยวารีโวยวายขึ้นทันที “อ้าว แล้วทำไมฉันถึงไม่รู้ล่ะ ไอ้ครุฑ” ชัยวารีนึกโมโหน้องชายที่รู้เรื่องที่ตนอยากรู้มานานแต่ไม่เคยบอกซะคำ “เอาน่า กลับไปบ้านเดี๋ยวฉันเล่าให้ฟัง” ในขณะที่สองพี่น้องพูดกันอยู่นั้น หยาดฟ้าก็รู้สึกสะดุดหูกับคำว่า อดีตอันไกลโพ้น กับคำว่ามหาปุโรหิตผู้ทรงเวท เพราะในสมัยที่เธออยู่นั้น คนที่จะได้รับยกย่องว่าเป็นมหาปุโรหิตนั้น ต้องเก่งกล้า สามารถจริงๆ ถึงจะได้รับการยกย่อง ซึ่งสมัยนั้นมีอยู่ไม่กี่คน
หลังจากที่ทั้งสามคนสนทนาธรรมกับพระภิกษุชราเสร็จแล้วก็ขอตัวกลับ “เอ่อ คุณหยาดฟ้าขับรถมาใช่ไหมครับ” ชัยวารีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ “เอ่อ ค่ะ”ชัยวารียิ้มกริ่ม “งั้นผมฝากครุฑ ด้วยล่ะกันนะครับ เพราะว่าผมต้องขับรถไปทำงาน มีงานด่วนเข้ามา ไปล่ะนะ ฝากครุฑด้วย” ชัยวารีรีบเดินขึ้นรถทันทีโดยที่หยาดฟ้าไม่ทันได้ปฏิเสธ “แหม คุณคงไม่ใจร้ายใจดำปล่อยให้ผมนั่งรถเมล์ไปหรอกใช่ไหมครับ มาเดี๋ยวผมขับรถให้” ไม่ทันที่เจ้าของรถได้อนุญาตเขาก็คว้ากุญแจรถที่อยู่ในมือของเธอไป “เอ๊ะ นี่คุณ” พูดได้แค่นี้ก็ตามเขาไปนั่งในรถ “คุณทำแบบนี้รู้หรือเปล่าว่ามันไร้มารยาท ถ้าเป็นชาวเมืองพระนครคงไม่มีกริยาวาจาแบบนี้หรอก” หยาดฟ้าเบิกตาโพลงทันทีเมื่อรู้ว่าตัวเองพลาดเสียแล้ว “ชาวเมืองพระนคร คุณหมายถึงยโศธรปุระหรือครับ”คำถามแกมรู้ทันของชัยอัคคีทำให้หยาดฟ้าหันมาแล้วพูดว่า “คุณ..เป็นใครกันแน่ เมื่อกี้ท่านพราหมณ์ เอ้ย ไม่สิ หลวงพ่อท่านบอกว่าคุณสองคนมาจากอดีตอันไกลโพ้น” ชัยอัคคียิ้ม “อืมม เอาไว้คืนนี้เดี๋ยวคุณก็รู้” ชัยอัคคีพูดเป็นปริศนาทิ้งท้ายเอาไว้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น