วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เทวีแห่งแดนอาถรรพื ตอนที่ 3 คืนจันทร์ดับ


ตอนที่ 3 คืนจันทร์ดับ
คืนจันทร์ดับ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านต่างปิดประตูเงียบและเข้านอนแต่หัว และไม่ยอมออกไปไหนเลย ด้วยเกรงกลัวว่า จะถูกจับตัวไป แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่เชื่อเรื่องแบบนี้ ต่างสนุกสนานในยามค่ำคืน เมื่อถึงเวลาแยกย้ายกันกลับบ้าน
ฉ่า ฉ่า เสียงประหลาดดังขึ้นข้างๆหูของเขา และเขาก็สลบไป
ปราสาทตรีศูร
“พระแม่ย่า ถวายบังคมเพคะ” นางกล่าวเมื่อเห็นหญิงชราวัยหกสิบปีกำลังนั่งอยู่บนที่นอนของนาง “ยโสกัลยาจงฟัง คืนนี้จะเป็นคืนจันทร์ดับ จงไปหาเครื่องสังเวยมาถวายแด่ข้า และมหานาคเทวี” สิ้นเสียงอันทรงพลังนางเหมือนอยู่ในมนต์สะกด “เพคะ พระแม่ย่า” ว่าแล้วนางก็เดินออกไป ท่ามกลางสยาตาพึงพอใจของหญิงชราที่ดูจากหน้าตาอายุน่าจะประมาณหกสิบปีมาแล้ว แต่ความจริงนางอายุเกือบหนึ่งพันหกร้อยมาแล้ว
คืนจันทร์ดับ ณ ปราสาทอมราวดี
“ท่านพราหม์ ท่านขุนพลกัลป์ยุเป็นใครหรือ ท่านรู้จักใช่ไหม” พระวรราชธิดาทรงถามคำถามที่ทรงอยากรู้ทันที “นี่ พระองค์คงจะได้เจอกับชัยอัคคีแล้วสิสินะ” พราหมณ์ไม่ตอบแต่กับถามเหมือนจะรู้เรื่องราว “อ๋อ นี่ท่านรู้จักเขา” นางสะบัดหน้าแง่งอน “ข้ารู้จักแน่นอน เพราะเขาคือลูกชายคนที่สองแห่งมหาขุนพลกัลป์ยุ ขุนพลคู่ราชบัลลังก์แห่งพระบาท วันที่ลูกชายเขาเกิดได้มีอัญมณีติดตัวมาคนโตครอบครองอัญมณีนิลกาฬส่วนคนเล็กครอบครองอัญมณีทับทิม เรื่องนี้รู้ไปถึงหูกำปงพิรา นางจึงสั่งให้ทหารของนางซึ่งเป็นรูปปั้นและปลุกให้พวกมันเคลื่อนไหวด้วยมนต์ตราบุกเข้าชิงตัวลูกชายทั้งสองของเขา แต่เขาคงไหวตัวทันจึงพาลูกชายหนีข้ามกาลเวลาไปยังหนึ่งพันปีข้างหน้า ซึ่งก็คือยุคที่พระองค์อยู่ในตอนนี้ เมื่อเรื่องที่กำปงพิราบุกชิงตัวลูกชายขุนพลรู้ไปถึงพระกรรณของพระบาท ทรงส่งกำลังมาช่วยแต่ก็ไม่ทันเพราะกำปงพิราหนีข้ามกาลเวลาไปแล้ว” เมื่อมหาพราหมณ์เฒ่าพูดจบ สุรเสียงแง่งอนของพระวรราชธิดาก็ดังขึ้นอีกครั้ง “แล้วทำไมท่านถึงไม่บอกข้า” พราหมณ์ยิ้มเรียบๆ “ก็พระองค์ไม่ตรัสถาม” คำตอบอันกวนประสาทของมหาพราหมณ์ ทำให้พระวรราชธิดาแทบระงับพระทัยไม่ให้โกรธไว้ไม่อยู่ ก่อนจะฉุกคิดขึ้นได้ว่า วันนี้ไปเจออะไร “เอ่อ นี่ที่พราหมณ์ วันนี้ข้าไปเจอพระภิกษุที่หน้าตาเหมือนท่านด้วยล่ะ”พราหมณ์ยิ้มอีกครั้ง “มันเป็นธรรมดาพระเจ้าค่ะ” เมื่อสิ้นเสียงพราหมณ์เสียงทวารบาลก็เปิดขึ้น พร้อมกับพระพักตร์แห่งพระบาท พระเจ้ายโสวรมัน  พระองค์ก้าวเข้ามาก่อนจะประทับตรงของบาราย พร้อมด้วยพระอัครราชธิดาสุพรรณทับทิม “เป็นอย่างไรบ้างลูกข้า” พระวรราชธิดากล่าวถวายบังคมก่อนจะตอบกลับไปว่า “ลูกสบายดีเพคะพระบิดา” พระเจ้ายโสวรมันทรงแย้มพระสลวล “แล้วเหงาไหม เดี๋ยวข้าจะได้ส่งนางกำนัลไปอยู่ด้วย” เมื่อได้ยินคำตรัสแห่งพระบิดา ทรงรีบตอบทันควัน “ไม่เป็นไรเพคะ ลูกไม่ชอบนางกำนัล”พระเจ้ายโสวรมันส่ายพระพักตร์เบาๆ “พระธิดาของพระเจ้ายโสวรมัน อันกำเนิดแด่พระมเหสีทั้งสามคนเป็นอะไรกันไปหมด ถึงไม่มีใครปรารถนานางกำนัล” พระราชธิดาทั้งสองพระองค์ต่างพากันแย้มพระสลวล “ข้าไปล่ะ ช่วยพระพี่นางให้ได้นะลูก อย่าให้นางตกอยู่ในมนต์ของหญิงชั่วนั่นอีก” พระงองค์ทรงตรัสด้วย                พระสุรเสียงอ่อนโยน “เพคะ ลูกจะช่วยพระพี่นางให้จงได้” นางบอกอย่างหนักแน่น “สุพรรณทับทิม อย่านอนดึกนะล่ะเจ้าน่ะ พรุ่งนี้มีพิธีต้อนรับเจ้าชายอุศมัต์ เขาเสร็จศึกจากจามปาแล้ว” เมื่อตรัสจบพระองค์ก็เดินจากไป  “เอ๋เจ้าชายอุศมันต์ เอ๊ะหรือว่า”
“หยุดพูดไปเลยนะเจ้า”  พระอัครราชธิดาสุพรรณทับทิบตวาดก้อง
“ข้าคงต้องทูลลา จะไปเตรียมพิธีต้อนรับเจ้าชายอุศมันต์” เมื่อพราหมณ์ออกไปแล้วพระอัครราชธิดาก็ทรงพระพักตร์บึ้ง “จะอะไรนักหนา ก็แค่ชนะพวกจาม” นางบอกพร้อมกับพระพักตร์บึ้ง คงมีแต่พระวรราชธิดาเท้านั้นแหละที่ยิ้มได้
เจ้าหน้าที่ทางตำรวจหลายคนกำลังซุ่มดู ในจุดที่สันนิฐานว่า อาจจะเกิดการลักพาตัวขึ้น รอบๆกายเงียบสนิทเมื่อเห็นผู้หญิงหน้าตาสวยคนหนึ่งเดินมาด้วยสายตาเหม่อลอย ชัยวารีพยายามเพ่งมองใบหน้านั้นอีกครั้ง เช่นเดียวกับนายตำรวจหลายคน แต่ยิ่งเพ่งนานเท่าไรใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นกลับเลือนราง และหายไป
เช้าวันรุ่งขึ้น
“นี่ผู้กอง ผมให้คุณไปจับตาดูนะ ไม่ได้ให้ไปนอนหลับกันแบบนั้น”
“ผมก็ดูอยู่นะครับ ผมเห็นผู้หญิงสวยคนหนึ่ง แต่มันมึนๆ เลือนราง แล้วก็วูบไปเลยครับ” ชัยวารีพยายามบอกกับผู้บังคับบัญชาการ
“ไม่ต้องมาแก้ตัว พวกคุณกลับไปคิดวางแผนกันใหม่เลยนะ คืนจันทร์ดับคืนต่อไปต้องคืบหน้ามากกว่านี้” เมื่อพูดจบก็เดินออกไปปล่อยให้ลูกน้องเครียดกับงานที่ได้รับมอบหมาย
“พวกนายเห็นเหมือนผมหรือเปล่า” ชัยวารีถามในขณะที่เอนตัวพิงกับโซฟาในห้องทำงาน “เหมือนกันนั่นแหละครับ เห็นผู้หญิงสวย แต่มองไม่เห็นหน้า ลางๆเลือนๆ ไงก็ไมรู้ครับ” จ่าคนหนึ่งตอบ “เอาเถอะ วันนี้พวกคุณไปพักก่อนแล้วกัน เดี๋ยวผมจะไปดูผู้เสียหายซะหน่อย”
ภายในห้องของโรงพยาบาลเอกชนในตัวเมืองกรุงเทพมหานคร
“คุณจำอะไรได้บ้างครับ” ชัยวารีเริ่มถามตามงานของตน
“ก็กำลังขับรถอยู่ครับ แต่จู่ก็เหมือนมันเลือนราง แล้วดับไปเลยครับ แล้วก็จำอะไรไม่ได้เลย” ผู้เสียหายบอกตามความเป็นจริง “ครับ ขอบคุณครับ” ชัยวารีส่ายหน้าผิดหวังกับคดีที่ไม่คืบหน้าไปไหนเลย “เอ่อ ผู้กองคะ คุณหมอเชิญที่ห้องค่ะ” ชัยวารีพยักหน้าแล้วเดินตามอกไป
“นี่ครับผู้กอง” คุณหมอส่งรูปที่ถ่ายจากผู้เสียหายตอนมาส่งที่โรงพยาบาลใหม่ๆ “มันไม่ได้มีแค่รอยปาดคอกับข้อมือเท่านั้น มันมีเกล็ดปลาขนาดใหญ่ สีคล้ายมรกตติดมาด้วย” คุณหมอกล่าว พร้อมกับยื่นเกล็ดนั้นให้กัยชัยอัคคี “แล้วทราบหรือเปล่าครับ ว่าเป็นเกล็ดอะไร” คุณหมอส่ายหน้า “ตอนแรกคิดว่าเป็นเกล็ดปลา แต่พอส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญ เขาบอกว่าไม่มีปลาที่มีเกล็ดลักษณะนี้ ผมก็เลยคิดอีกทีว่า น่าจะเป็นเกล็ดงู แต่ผู้เชี่ยวชาญก็บอกว่าไม่ใช่ เพราะเกล็ดมันใหญ่มากมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณหนึ่งเซนติเมตร ซึ่งใหญ่มาก”  ชัยวารีพยักหน้า “ขอบคุณ ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”
สำนักงานโบราณคดี
“เอากับมันสิ” ชัยอัคคีบ่นอย่างหัวเสียเมื่อตนเองตีความในจารึกไม่ออก เพราะมันปนกับภาษาสันสกฤต ซึ่งเขากำลังอยู่ในระยะเริ่มต้น พอคิดจะโทรไปหาผู้เชี่ยวชาญก็นึกเกรงใจเพราะเขาติดธุระอยู่ คงไม่สะดวกมากนัก “ไปคุณหยาดฟ้าดีกว่า”  ว่าแล้วก็คว้าแผ่นจารึกมาห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์แล้วห่อทับด้วยฟองน้ำอีกที เพื่อกันกระแทก
ปราสาทอมราวดี เมื่อชัยอัคคีจอดรถเสร็จแล้ว ก็ถือวิสาสะเดินเข้ามาในบ้านทันที
“เสียมารยาทจังเลยนะคะ เข้ามาแบบนี้” เสียงใสกังวานเอ่ยขึ้น ทำให้ชัยอัคคีหันไปดู ก็พบหยาดฟ้าอยู่ในชุดสบายๆเสื้อกล้ามสีขาวรัดรูปกับกางเกงขาสั้น เผยให้เห็นสัดส่วนอันเย้ายวนใจ  ชัยอัคคีมองอย่างไม่วางตา แล้วแซวว่า “นึกไม่ถึงว่าพระวรราชธิดามณีหยาดฟ้า จะมีสัดส่วนเย้ายวนใจบุรุษเช่นนี้”
เพี๊ยะ
“หยาบคาย เป็นถึงบุตรแห่งมหาขุนพล ทำไมถึงหยาบคายแบบนี้”  ชัยอัคคียืนนิ่ง ตะลึง ด้วยไม่คิดว่า แค่คำแซวเล่นๆแค่นี้ จะทำให้พระธิดาโกรธ “ผมขอโทษ ผมอยู่ที่นี่ตั้งแต่เล็กแล้วจึงซึมซับกับการกระทำของคนในยุคนี้ ผมไมรู้เรื่องธรรมเนียมในพระราชวัง” ชัยอัคคีบอกด้วยแววตาเศร้า “เอาเถอะค่ะ ฉันเองก็ต้องขอโทษคุณด้วยค่ะที่มือไวไปหน่อย ว่าแต่ วันนี้คุณมีอะไรหรือ ถึงได้มาหาฉันถึงที่นี่”
“ผมเอาจารึกมาให้คุณช่วยอ่านหน่อย เพราะผมอ่านไม่คล่องเดี๋ยวจะแปลความหมายผิด” ชัยอัคคีบอกจุดประสงค์ของตน เมื่อหยาดฟ้ารับแผ่นจารึกนั้นมาก็เตรียมตัวจะอ่าน แต่ก็ถูกเสียงของชัยอัคคีทัดทานไว้           “ผมว่า แค่คุณมองเนื้อความในจารึกนี่ คุณก็รู้แล้ว ว่าในจารึกนี่กล่าวถึงอะไร ผมว่าคุณเล่าให้ผมฟังดีกว่า”  หยาดฟ้ายิ้มก่อนจะเริ่มต้นเล่าเรื่องราว “พระบิดา ทรงมีพระกรแสรับสั่งให้พระพี่นาง พร้อมกับฉันไปสร้างเมืองใหม่ถวายแด่พระองค์ ผ่านไปเพียงสองปีเมืองใหม่ก็เสร็จสิ้น พระพี่นางส่งให้ทหารส่งสาสน์ถวายแด่พระบิดา พระองค์จึงจัดกระบวนเดินทางไปยังเมืองใหม่ เมื่อไปถึงก็ทรงพระราชทานเมืองใหม่ว่า กฤตยาตาลัย และมีการส่งขุนนางคนสนิทมาดูแลอยู่เนื่อง ด้วยความที่ว่าตอนนั้นฉันและพระพี่นางต่างเยาว์พระชันษา พระบิดาจึงยังไม่ไว้พระทัยที่จะให้ครองกฤตยาตาลัย” เมื่อฟังหยาดฟ้าพูดจบชัยอัคคีจึงเอ่ยความคิดเห็น “ที่ไม่ไว้พระทัยให้ครองเมือง นั่นอาจจะหมายถึงว่าพระองค์คงจะต้องการพระชามาดา มั้งครับ” คำพูดและรอยยิ้มหวานของชัยอัคคีทำให้หยาดฟ้ารู้ถึงความรู้สึกแปลกๆที่ก่อเกิดกลางดวงใจ แก้มออกสีชมพูระเรื่อ สร้างรอยยิ้มเอ็นดูแก่ชัยอัคคี
                เมืองยโสธรปุระกำลังวุ่นวายกำการจัดพิธีต้อนรับเจ้าชายอุศมันต์ ที่รบชนะจามปา โดยการรบครั้งนี้กินเวลานานถึงสามปี
                ณ ปราสาทราชมณเฑียร อันเป็นที่ว่าราชการของพระมหากษัตริย์ พระเจ้ายโสวรมันประทับนิ่ง พระพักตร์เจือด้วยรอยแย้มพระสลวล
                “พระบิดาแย้มพระสลวลแบบนี้ มีอะไรหรือเปล่าเพคะ” พระอัครราชธิดาทรงตรัสด้วยความแปลกพระทัย ตั้งแต่พระองค์ก้าวพระบาทเข้ามาในพระราชมณเฑียร พระบิดาก็ทรงแย้มสลวลตลอดเวลา พร้อมกับสายตาของเหล่าขุนนาง ที่ผิดแปลกไปจากเดิม
                “พ่อจะให้ลูกเป็นผู้ประกอบพิธีลงบารายอาบน้ำที่มาจากพนมกุเลนอันศักดิ์สิทธิ์พร้อมกับเจ้าชายอุศมันต์”
                “พระบิดา! ลูกไม่ยอมนะเพคะ เรื่องอะไรลูกถึงต้องลงบาราย”
                “แต่ลูกเป็นถึงพระอัครราชธิดาอีกทั้งยังมีเวทมนต์กฤติยา ถ้าลูกลงบารายด้วยพระราชพิธีจะศักสิทธิ์ยิ่งขึ้นอีกนะลูก” พระองค์พยายามเกลี้ยกล่อมพระอัครราชธิดา
                “แต่..แต่พระบิดา ลูกเป็นหญิงจะให้ลงบารากับ ผู้ชาย มันจะไม่ควรนะเพคะ” นางหาข้อกล่าวอ้างแก่พระบิดา “ไม่เป็นไรหรอกลูกข้า ในพิธีนี้จะมีแค่ท่านพราหมณ์เป็นผู้ทำพิธี และคนสำคัญในราชสำนัก ส่วนคนอื่นๆจะไม่ให้เข้ามา” พระองค์ตรัสตอบ “คนอื่นๆก็มี ทำไมต้องเป็นลูก” พระอัครราชธิดายังทรงไม่ยอม “ภายภาคหน้าเจ้าจะเป็นถึงมหารานี เจ้าเองก็มีเวทมนต์ ในการประกอบพิธีครั้งนี้หากเจ้าร่วมด้วย องค์พระศิวะมหาเทพจะประทานพรให้เหล่าปวงราษฏ์ให้อยู่อย่างร่มเย็นหรือเจ้าไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น” พระเจ้ายโสวรมันทรงใช้ประชาชนมากล่าวอ้างกับพระอัครราชธิดา ด้วยทรงแจ้งแก่พระทัยว่า พระอัครราชธิดารักและเป็นห่วงประชาชน ย่อมอยากให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีและมีความสุข
                “พระบิดา” พระอัครราชธิดาตรัสเสียงอ่อน
                “จะเอาอย่างไร ระหว่างขอพรจากองค์ศิวะให้ปวงราษฏ์มีความสุข กับปวงราษฏ์มีความทุกข์เมื่อไม่ได้รับพรจากพระองค์” พระเจ้ายโสวรมันทรงยื่นไม้ตายอีกครั้ง
                “เพคะ” พระอัครราชธิดาทรงยอมรับอย่างพระทัยอ่อน
                “ถ้าเช่นนั้น เชิญเสด็จที่บารายพระเจ้าค่ะ” มหาพราหมณ์กราบทูลอัญเชิญพระอัครราชธิดา
                บารายที่ทำพิธี ตรงขอบบารายเป็นรูปปั้นพญานาคเจ็ดเศียร ลำตัวทอดยาว ตรงกลางบารายมีสิงห์ยืนอ้าปากสี่ตัว ยืนหันหน้าสี่ทิศ และมีน้ำพุ่งมาจากปากเป็นละอองกระทบกับแสงแดดทำให้ดูงามตายิ่งขึ้นไปอีก       “พระธิดา ฉลองพระองค์ชุดนี้นะเพคะ” นางกำนัลคนหนึ่งบอก                                                                              “ฉลองพระองค์ชุดนี้ดีกว่าเพคะ สวยดี” นางกำนัลอีกคนแย้ง                                                                                 “แต่หม่อมฉันว่าฉลองพระองค์ชุดนี้ดีกว่าเพคะ” นางกำนัลอีกคนบอก                                                                   “จะอะไรนักหนา ชุดมันก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ จะต่างกันก็แค่สี จะให้เราใส่ชุดไหนก็เร็วๆ เราไม่โปรดนางกำนัล” พระองค์ตวาดก้อง นางกำนัลที่อยู่ในนั้นต่างตกใจลนลานหยิบผ้าไหมสีขาว และด้วยความลนลานพันผ้ารอบวรองค์ไม่แน่นนัก แต่พระอัครราชธิดาก็หาสนพระทัยไม่
                เมื่อพระองค์ก้าวออกมาจาห้องเปลี่ยนชุด เหล่าข้าราชบริพารต่างถวายบังคมและก้มหน้าลงตามประเพณี
                “ท่านพราหมณ์ ไหนละคนสำคัญของพิธี”  พระอัครธิดาเชิดพักตร์ตรัสถามทันที
                “อยู่ในห้องเตรียมตัวพระเจ้าค่ะ เราจัดพิธีกันเร็วไป กองทัพเพิ่งเดินมาถึงเมื่อเช้านี้ เจ้าชายจึงไม่มีเวลาเตรียมพระองค์ กระหม่อมเลยให้เจ้าชายเข้าห้องเตรียมพระองค์ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมพระเจ้าข้า” มหาพราหมณ์ตอบอย่างเต็มพิธีการ สุพรรณทับทิมจึงพยักหน้า “แล้วเมื่อใดกัน พิธีจึงจะเริ่ม” นางถาม “เมื่อใดที่เจ้าชายเตรียมพระองค์เสร็จก็เมื่อนั้นพระเจ้าข้า” ท่านพราหมณ์ตอบในขณะที่ตนเองกำลังวุ่นวายอยู่กับการจุดกำยาน และวางไว้บนแท่นพิธี
                สุพรรณทับทิมนั่งมองทิวทัศน์รอบๆเมืองยโศธรปุระ จากภูเขาสูงอันเป็นที่ตั้งของเมืองกฤตยาตาลัย ที่ไม่คอยมีใครขึ้นมามากนัก เนื่องจากพระนครยังขาดผู้ปกครอง พระเจ้ายโศวรมันจึงโปรดให้ประชาชนอยู่ที่  ยโศธรปุระ เสียก่อน
                “ทอดพระเนตรสิ่งใดพระเจ้าข้า” เสียงที่ไม่คุ้นหูดังขึ้น ส่งผลให้พระนางยันวรองค์ลุกขึ้นทันที พลางทอดพระเนตรผู้บุกรุก เมืองกฤตยาตาลัย “ท่านเป็นใคร เหตุใดจึงเข้ามาได้ เมืองนี้มีเวทมนต์กำบัง” ทรงตรัสถามชายนิรนามในความรู้สึกของพระองค์ “ในเมื่อฝ่าพระบาทเข้ามาได้ แล้วทำไม หม่อมฉันถึงจะเข้ามาไม่ได้!

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น